บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G

บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G

HRM 5.0 “บริหารทรัพยากรมนุษย์” ยุค 5G

สมรรถนะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ก่อให้เกิดกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลในยุค 5.0 คือ
กลยุทธ์การ บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้เทคโนโลยี (Human Resource Management: HRM within Technology)
เพื่อความสำเร็จในการปฏิบัติงาน และเพื่อให้การดำเนินการทางกลยุทธ์ของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรส่งประสิทธิผลสูงสุด
Conner และ Ulrich (2016) กล่าวว่า จะต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อนำเข้ามาช่วยในด้านการบริหารงานบุคคลในหลายรูปแบบ
โดยแต่ละรูปแบบจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้นในการปฏิบัติงานยุค 5.0
โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการปฏิบัติงานทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์มีให้เลือกตามวัตถุประสงค์การใช้งานดังต่อไปนี้
1) Application Service Providers (ASP)
เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่นำมาประยุกต์ใช้ในเพื่อการสมัครงาน ซึ่งเป็นการให้บริการกับนายจ้างที่ต้องการจ้างงาน โดยการควบคุมผ่านออนไลน์
2) Web Portals
หรือเว็บท่า เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลในยุค 5.0 เพื่อให้พนักงานใช้ในการจัดการผลประโยชน์ต่างๆ
3) Streaming PC Video
เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการฝึกอบรมทางไกล โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา หรือมีหลายหน่วยงานซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างกันในด้านระยะทาง
4) Wireless or Mobile Tools
เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายและแบบเคลื่อนที่ มีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานในการเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ
5) Personal Digital Assistants
เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้เพื่อช่วยเหลือนักบริหารงานบุคคลในยุค 5.0 เพื่อความสะดวกในการจัดการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุคใหม่
6) Monitoring Software
เป็นโปรแกรมที่ใช้เพื่อติดตามการทำงานบนอินเทอร์เน็ต การรับและส่ง อีเมล รวมถึงการปฏิบัติงานของพนักงานในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล
7) Integrated Human Resource Information Systems (HRIS)
เป็นระบบงานที่ใช้สำหรับการรวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรทั้งหมด
เช่น ทะเบียนประวัติ Digital Signature เป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
มีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้เพื่อตรวจสอบลายเซ็นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้นายจ้างได้รับลายเซ็นจากผู้สมัคร หรือพนักงานได้อย่างรวดเร็ว
บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารงานบุคคลในยุค 5.0
โดยทั่วไปมีการประยุกต์อยู่ 4 แนวทาง กล่าวคือ
1) Self Service
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการตนเอง โดยส่วนใหญ่ Self Service จะเป็นการทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
นำมาใช้เพื่อให้พนักงานสามารถปรับปรุงข้อมูลส่วนตัวให้ทันสมัยอยู่เสมอ
2) Call Center
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเป็นศูนย์กลางการรับโทรศัพท์ โดยอาจนำผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถามให้กับพนักงานที่มีข้อสงสัยที่อยู่ห่างไกลกันได้
สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี
3) Productivity improvement
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับปรุงผลผลิต เพื่อช่วยปรับปรุงงานทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์
โดยเฉพาะการนำระบบที่ทันสมัยอย่าง HRIS (Human Resource Information System)
4) Out Sourcing
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจ้างงานภายนอก สามารถทำให้เข้าถึงตัวผู้สมัครงานได้โดยตรง ทำให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว
ดังที่กล่าวไป โลกปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคนวัตกรรม การจัดการทรัพยากรมนุษย์และการบริหารงานบุคคลจำเป็นต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ใหม่
เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ก่อให้เกิดการกำหนดกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลรูปแบบใหม่ขึ้นในศตวรรษที่ 21 ตามที่ได้ยกตัวอย่างมา
นอกจากจะต้องมีสมรรถนะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังได้กล่าวไปแล้ว
ยังต้องมีสมรรถนะหลักอีก 3 ด้านด้วยกัน ประกอบด้วย
1) ต้องมี Knowledge หรือ ความรู้ อันได้แก่
1.1 ความรู้ด้าน Technical Knowledge
หรือความรู้ทางเทคนิค
1.2 ความรู้ด้าน Customer Focus Knowledge
หรือความรู้ด้านการบริการลูกค้า
2) ต้องมี Skill หรือ ทักษะ อันได้แก่
2.1 ทักษะด้าน Communication
หรือทักษะการสื่อสาร
2.2 ทักษะด้าน Teamwork
หรือทักษะการทำงานเป็นทีม
3) ต้องมี Attributes หรือคุณสมบัติ อันได้แก่
3.1 คุณสมบัติทาง Innovation
หรือคุณสมบัติทางนวัตกรรม
3.2 คุณสมบัติทาง Leadership
หรือคุณสมบัติทางภาวะผู้นำ
3.3 คุณสมบัติทาง Flexibility
หรือคุณสมบัติทางความยืดหยุ่น
3.4 คุณสมบัติทาง Motivation
หรือคุณสมบัติทางการจูงใจ
3.5 คุณสมบัติทาง Building Relationship
หรือคุณสมบัติทางการสร้างความสัมพันธ์
เหตุดังนั้น ทุกองค์กรในยุค 5.0 สามารถนำสมรรถนะที่กล่าวมาทั้งหมด ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลสมัยใหม่
เพื่อเป็นการเสริมสร้างสมรรถนะของหน่วยงานกำกับดูแลภาระงานทางด้านการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G ให้ปฏิบัติหน้าที่ทางการบริหารงานบุคคลอย่างเต็มขีดความสามารถ
และที่สำคัญก็คือเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กรในยุค 5.0 นั่นเอง

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อความเป็นเลิศทางด้านการบริหาร
เราจะนึกถึงตรารับรองระบบ ISO ต่างๆ เป็นลำดับแรกๆในใจ ISO จึงเป็นระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ
ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ากระบวนการต่างๆ ได้รับการควบคุมและสามารถตรวจสอบได้ โดยผ่านระบบที่มีขั้นตอนและวิธีการทำงาน
เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในองค์กรรู้หน้าที่ความรับผิดชอบและขั้นตอนต่างๆ ในการปฏิบัติงาน
Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญโดยต้องมีการฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานมีการจดบันทึกข้อมูล
รวมทั้งการตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ในระบบหรือไม่
และมีการแก้ไขข้อผิดพลาดรวมทั้งมีแนวทางในการป้องกันข้อผิดพลาดเดิม
ดังนั้นไม่ว่าท่านจะเป็นผู้บริหารระดับสูง
เจ้าของธุรกิจ CEO เถ้าแก่ Start Up
ในมุมของผม ถึงท่านจะยังไม่ต้องการทำ ISO
ก็ควรนำหลักการ บริหารไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
ในมุมของผม ถึงท่านจะยังไม่ต้องการทำ ISO
ก็ควรนำหลักการ บริหารไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
เพราะยังไงธุรกิจของท่าน ก็ต้องให้ความสำคัญ
กับความต้องการความคาดหวังของลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้อง องค์กรทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตหรือบริการ
Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ สามารถนำระบบบริหารงานไปใช้ได้ และไม่มีขีดจำกัดว่าต้องใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงและบุคลากรสามารถใช้ได้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการให้เทียบเคียงกับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงได้อย่างทัดเทียม

ประโยชน์ที่ได้รับ

 

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

 

1. มีการบริหารเชิงกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงจากความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร
2. มีคุณภาพสินค้าที่ดี
สม่ำเสมอและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
3. มีระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
4. มีการจัดการความรู้ขององค์กูร เกิดประสิทฺธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานดีขึน้องเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
5. มีโครงสร้างมาตรฐานการทำงาน
หรือประยุกต์ใช้กับมาตรฐานต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น
6. ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้า
และบริการการจัดการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
7. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ
เพราะพัฒนาปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
8. พนักงานและทีมงานมั่นคง
และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

วัฒนธรรมองค์กรสำคัญอย่างไรต่อแบรนด์?

วัฒนธรรมองค์กร เป็นเซ็ตของค่านิยมที่กำหนดโดยการกระทำและพฤติกรรมที่พนักงานและผู้นำองค์กรมีทั้งภายในและภายนอกองค์กร วัฒนธรรมนี้สร้างเสริมค่าและเสริมสร้างเอกลักษณ์ขององค์กรในตลาดและส่งผลต่อการปฏิบัติงานและความสำเร็จของบริษัท วัฒนธรรมองค์กร สามารถเกิดขึ้นจากการสร้างมานานนับเป็นศตวรรษหรือสามารถจัดการปรับเปลี่ยนได้เมื่อมีความจำเป็น วัฒนธรรมที่ดีมักจะส่งผลให้มีสถานะการงานที่ดีขึ้น ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น และบริษัทมีการเติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว

วัฒนธรรมองค์กรสามารถมีลักษณะต่าง ๆ ได้ เช่น

  1. วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม องค์กรที่มุ่งเน้นการทำงานเป็นทีมจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันและการแบ่งปันความรับผิดชอบ พนักงานจะสนับสนุนกันและทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กร
  2. วัฒนธรรมการสร้างสรรค์และนวัตกรรม องค์กรที่สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์และนวัตกรรมมักจะเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
  3. วัฒนธรรมความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ องค์กรที่มีวัฒนธรรมความโปร่งใสและความซื่อสัตย์จะสร้างความเชื่อถือและความเข้าใจในระหว่างพนักงานและลูกค้า การปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์และเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในองค์กร

     

  4. วัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร องค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรจะสร้างโอกาสให้พนักงานเรียนรู้และเจริญก้าวหน้าในอาชีพของพวกเขา การให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและความรู้ช่วยสร้างพนักงานที่มีประสิทธิภาพและมีสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น
  5. วัฒนธรรมการให้การตอบรับและรับฟัง องค์กรที่สนับสนุนการให้การตอบรับและรับฟังจากพนักงานและลูกค้าจะสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น การฟังความคิดเห็นและการปรับปรุงตามคำแนะนำช่วยสร้างความพึงพอใจและความสุขในการทำงาน
  6. วัฒนธรรมการรับผิดชอบสังคม องค์กรที่มุ่งเน้นการรับผิดชอบสังคมจะให้ความสำคัญกับการกระทำที่มีผลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการปฏิบัติงานอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อสังคม องค์กรสามารถสร้างความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากสังคมได้

วัฒนธรรมองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร โดยการสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีอาจช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในตลาด สร้างความพึงพอใจในการทำงานและช่วยสร้างความเชื่อถือและความเชื่อมั่นในองค์กรในทุกๆ ระดับ

ประชุมตอนเช้าประชุมเพื่ออะไร?

ประชุมตอนเช้าประชุมเพื่ออะไร?
5 STEP MORNING TALK
เทคนิคการบริหารประชุม อย่าพึ่ง Morning Talk อย่าพึ่งสื่อสารในองค์กร ถ้าหากยังไม่รู้ว่าขั้นตอนมันเริ่มอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ

ประชุมตอนเช้าประชุมเพื่ออะไร?

วันนี้ Topspeech มีคำตอบ

1. ประชุมตอนเช้าก่อนเริ่มงาน
เวลาก่อนที่จะเริ่มเราเจอคนที่เป็นสมาชิกของทีม
กล่าวทักทาย สวัสดีครับ / สวัสดีค่ะ
เป็นอย่างไรบ้างเมื่อวาน เหตุบ้านการเมือง
แต่โดยส่วนใหญ่ผมแนะนำให้ทักทาย
เรื่องความเป็นส่วนตัว มันจะดึงความ
มีมนุษย์สัมพันธ์ / จิตวิทยาการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมก่อนเป็นอันดับแรก
2. การประชุม
เล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ภายในออฟฟิศ
ผลประกอบการ ยอดขายของบริษัท
ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ผลการผลิต
หรือลูกค้าที่เข้ามา หรือเหตุการณ์สำคัญ
มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ภายใน ตรงนี้ห้ามลืมเด็ดขาด
3. แผนของวันนี้
แผนความเร่งด่วน ที่องค์กร
และทีมของเราต้องทำ
หากทีมงานของเรามีไม่ครบ
เราจะต้องแบ่งหน้าที่กันใหม่
ความสำคัญเร่งด่วนจะเป็นตัวแปล
ทำให้เรารู้ว่าควรทำอย่างไร
และทำอะไรก่อน
4. ทบทวนแผนงาน Review Plan
ทบทวนกันสักหน่อยครับว่าแต่ละคน
มีความเข้าใจในแต่ละหน้าที่ของตัวเอง
ขนาดไหนและให้ความสำคัญกับงาน
มากน้อยระดับใด ความเร่งด่วน
ความเร่งด่วนนี่แหละจะเป็นตัวช่วย
ขับเคลื่อนการทำงานแบบวันต่อวัน
สัปดาห์ต่อสัปดาห์
– เท่าทันเหตุการณ์
– ทันธุรกิจ
– ปรับตัวทัน
เมื่อเราสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้
คนทั้งหมดในทีม จะได้มองเห็นในสิ่งเดียวกัน
ที่องค์กรต้องการ
5. ปิด Close the meeting
สิ่งที่ต้องเน้นย้ำเสมอ ก่อนปิดประชุม
ต้องทบทวนความเข้าใจกันก่อน
เคลียร์ภาพเคลียร์ความชัดเจน
มีข้อแนะนำมีข้อสงสัย ซักถามกันได้
ตอบข้อสงสัยกันได้ เคลียร์ให้ชัด
ภายใน 15 นาที จบให้ได้
สำหรับการประชุมตอนเช้า
ประชุมและช่วงที่สำคัญที่สุดช่วงสุดท้าย
คือช่วงปิดประชุม การปิดประชุมที่ดี
ควรมีรหัสลับ หรือคำขวัญสโลแกน
มาใช้เพื่อสร้างจิตวิทยาของคนในทีม
ยกตัวอย่างเช่นบริษัทต่างชาติบริษัทญี่ปุ่น
ได้นำเอาวัฒนธรรมองค์กร การทบทวนนโยบาย
ความยั่งยืนของธุรกิจ

วิธีการสร้าง Core Value ค่านิยมเริ่มด้วยคำถาม

วิธีการสร้าง Core Value ค่านิยมเริ่มด้วยคำถาม

วิธีการสร้าง Core Value ค่านิยมเริ่มด้วยคำถาม

การสร้าง Core Value หรือค่านิยมขององค์กรเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามเพื่อช่วยให้ทีมงานเข้าใจและร่วมกันสร้างค่านิยมที่มีความหมายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ขององค์กรได้ดีขึ้น ดังนั้น นี่คือตัวอย่างของคำถามที่สามารถใช้เพื่อสร้าง Core Value

1. คุณค่าแบบใดที่มี
ความพิเศษใน
องค์กรคุณ
2. ความโปร่งใส
ซื่อสัตย์ สุจริต
อ่อนน้อมถ่อมตน
ช่วยเหลือผู้อื่น
3. คุณวางตัวให้แตกต่าง
จากคู่แข่งอย่างไร
สร้างนวัตกรรม
มีความรับผิดชอบ
ยอมรับข้อบกพร่อง
และปรับปรุงพัฒนา
4. พฤติกรรมหลัก
ที่อยากให้แสดงออกใน
องค์กรเพื่อให้
สอดคล้องเป้าหมาย
5. คิดนอกกรอบ
กล้าแสดงออก
กระตือรือร้น
ลงมือทำ
6.คุณคือใคร
ผู้นำการออกแบบ
ผู้ส่งมอบสินค้าที่ยอดเยี่ยม
หุ้นส่วนธุรกิจ

7 เทคนิคจัดการ สต๊อกสินค้าได้แบบอยู่หมัด

7 เทคนิคจัดการ สต๊อกสินค้าได้แบบอยู่หมัด

7 เทคนิคจัดการ สต๊อกสินค้าได้แบบอยู่หมัด

1. ตั้งระดับการแจ้งเตือนสต๊อก
คุณสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้ง่ายขึ้นได้ด้วย”การตั้งระดับการแจ้งเตือนสต๊อก” ของแต่ละสินค้าโดยระดับแจ้งเตือนที่ว่านี้ก็คือ ปริมาณขั้นต่ำของจำนวนสินค้าที่คุณเตรียมไว้ให้พร้อมขาย Safety Stock หรือบางที่เรียก Min-Max Level แล้วเมื่อสินค้าเหลือน้อยกว่าที่ตั้งไว้
2. มาก่อนก็ไปก่อน “First-In First-Out (FIFO)”
เป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าคือ ถ้าซื้อสินค้าไหนมาก่อน ก็ต้องขายสินค้านั้นไปก่อน
3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์
ซัพพลายเออร์ คือ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้กับคุณ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการจัดการสด๊อกสิ่นค้าหรือสินค้าคงคลัง
4.วางแผนล่วงหน้า
มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิดในการจัดการสต๊อกสินค้าซึ่งปัญหาที่ว่านี้ก็อาจจะเป็นขายดีจนสินค้าขาดสต๊อกไม่มีกระแสเงินสดหรือเงินหมุนเวียนเมื่อคุณจำเป็นต้องซื้อสินค้าต้องการพื้นที่ในโกดังไม่เพียงพอต่อการจัดเก็บสินค้าขายดีในช่วงเวลานั้น ๆ คำนวณและนับสต๊อกสินค้าผิด ซึ่งทำให้มีสินค้าไม่พอต่อการขายหรือมีสินค้าบางรายการเยอะเกินไป
5. คาดการณ์ความต้องการให้แม่นยำ
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดการสต๊อกสินค้าก็คือการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นย่ำเพราะแน่นอนว่าคุณไม่อยากมีสต๊อกสินค้ามากเกินไปหรือว่ามีสินค้าไม่เพียงพอต่อการขายแน่นอน
6. ควบคุมคุณภาพ
คุณควรตรวจสอบคุณภาพของสินค้าในสต๊อกเป็นประจำโดยให้พนักงานเช็คเพื่อดูว่ามีสินค้าไหนเสียหายหรือเปล่าแล้วก็อย่าลืมเช็คอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าของคุณอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนขายให้กับลูกค้า
7. ใช้โปรแกรมการจัดการสต๊อกสินค้าที่ทำงานบนคลาวด์(Cloud-based Stock Management Software)
ในปัจจุบันมีโปรแกรมนับสต๊อกสินค้าให้เลือกใช้งานเยอะมากแต่คำถามคือจะเลือกใช้โปรแกรม Stock สินค้า ของแบรนด์ไหนหรือว่าซื้อจากผู้ให้บริการไหนดีล่ะ?

ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร

ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร

ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2
บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร

ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร ภาพบรรยากาศ หลักสูตรติดอาวุธให้เจ้าของกิจการ Day2 บริษัท แฮค แล็บ จำกัด กรุงเทพมหานคร

5 ข้อดีของการทำ Team Building

Team Building

5 ข้อดีของการทำ Team Building

การทำ Team Building เป็นกิจกรรมที่มุ่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างสมาชิกในทีม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น มี 5 ข้อดีสำคัญที่มาพร้อมกับกิจกรรม

1. ลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกันในการทำงาน
แก้ปัญหาเรื่องสังคมเป็นพิษ ระบบพวกพ้อง แม้กระทั่งการมองคนละมุมจิตวิทยาบางอย่างทำให้เกิด Conflict หรือปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกันในแต่ละฝ่าย ทำให้บุคลากรในองค์กรมีโอกาสได้เปิดใจกันมากขึ้น
2. ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารผ่านกิจกรรม
ระหว่างผู้บริหารและทีมงาน เพราะกิจกรรมทำเรามีโอกาสได้สลับปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อเพิ่มทักษะและแสดงศักยภาพ บางคนเราจะเห็นได้ว่ามีความเป็นผู้นำซ่อนอยู่และได้โชว์ศักยภาพนนั้นออกมา
3.ได้ความชัดเจนในกลยุทธ์และเป้าหมายต่างๆ
ที่จัดเตรียมไว้จะถูกเผยแพร่ผ่านกิจกกรรมนี้ เป็นโอกาสที่หัวหน้าจะได้แจ้งเป้าหมายสำคัญให้กับทีมได้ทราบ และกำหนดเป้าหมายใหม่ไปด้วยกัน
4. ได้สร้างทีมในฝันได้เปิดใจ รับรู้ รับฟัง และเข้าใจปัญหาและความต้องการของทีม
5. ความสนุกสนาน
Team Building บรรยากาศโล้ดโพ้นผ่านการบรรยายของวิทยากรได้สร้างสีสันให้เกิดมิติใหม่ๆ และผ่อนคลายในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากทำงาน
สรุป : กิจกรรมนี้เองที่ทำให้พฤติกรรมองค์กร จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงและพนักงานได้รับประโยชน์สูงสุดผ่านกิจกรรมที่เราเรียกว่า Team Building

ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจ คือใคร ทำหน้าที่อะไร สำคัญไหม ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจ คือใคร ทำหน้าที่อะไร สำคัญไหม ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีความรู้ขาดประสบการณ์โอกาสในการเติบโตยากด้วยเหตุนี้จำเป็นต้องมี ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจคอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ว่าแต่ ปรึกษาปัญหาธุรกิจคือใคร ทำหน้าที่อย่างไรและจำเป็นหรือไม่ ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจ ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เราจะพามาหาคำตอบกัน

ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจคืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร

ที่ปรึกษาทางธุรกิจหรือ Business Consultant คือ ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คอยให้คำปรึกษาด้านการทำธุรกิจเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำหน้าที่ช่วยเหลือธุรกิจ ช่วยแก้ปัญหาหรือมองหาโอกาสใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายคือช่วยผลักดันองค์กรพัฒนาให้องค์กรเติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ทำไมต้องมีที่ปรึกษาทางธุรกิจ

การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังขาดความรู้ขาดประสบการณ์ ที่ปรึกษาทางธุรกิจช่วยได้ หลายคนทำธุรกิจแต่ยังไม่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่รู้ว่าธุรกิจของเราจะเติบโตไปข้างหน้าด้วยวิธีไหน จึงต้องลองผิดลองถูก ทำให้เสียเวลาและมีต้นทุนสูงขึ้น ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจ ช่วยแนะนำช่วยหาทางออกให้ได้ ทำให้คุณประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน ไม่ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูก นอกจากนั้นยังช่วยลดความเครียดและความกังวลในการทำงานได้ ช่วยแก้ปัญหาบางอย่างที่คุณอาจมองข้ามรวมถึงช่วยทำให้ผลกำไรธุรกิจของคุณดีขึ้นอย่างแน่นอน

ที่ปรึกษาทางธุรกิจแบ่งออกเป็น 7 ประเภท

⦁ ที่ปรึกษาธุรกิจด้านการเงิน
⦁ ที่ปรึกษาธุรกิจด้านการตลาดและการขาย
⦁ ที่ปรึกษาธุรกิจด้านกลยุทธ์
⦁ ที่ปรึกษาธุรกิจด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล
⦁ ที่ปรึกษาธุรกิจด้านกฎหมาย
⦁ ที่ปรึกษาธุรกิจด้านเทคโนโลยี
⦁ ที่ปรึกษาการจัดการระบบในองค์กรที่เชื่อมโยงระบบการทำงานภายในทั้งหมด

คุณสมบัติที่ดีของที่ปรึกษาปัญหาทางธุรกิจ

1.ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจ จะต้องเป็นคนที่ชอบเรียนรู้หรือใฝ่เรียนเป็นคนที่มีการติดตามข่าวสารอยู่เสมอ ไม่ตกเทรนทั้งเรื่องเหตุบ้าน การเมือง ข่าวสารทั่วไปหรือข่าวต่างประเทศ มีลักษณะนิสัยชอบศึกษาชอบค้นคว้าหาข้อมูล
2.ที่ปรึกษาทางธุรกิจจะต้องมีการวิเคราะห์ที่ดี มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ที่ทันสมัย ข้อมูลถูกต้องสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
3.ที่ปรึกษาปัญหาทางธุรกิจจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีสามารถพูดคุย ติดต่อสื่อสาร หรือโน้มน้าวจิตใจได้ดีทำงานร่วมกันกับพนักงานได้ทุกระดับ รวมถึงจะต้องเป็นคนที่มีบุคลิกดีด้วย
4.คุณสมบัติที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือจะต้องเป็นคนที่มีการสื่อสารยอดเยี่ยมสามารถสื่อสารได้ชัดเจน เข้าใจง่ายสามารถสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้แนวคิดหรือสิ่งที่วิเคราะห์ออกมาได้
5.ที่ปรึกษาปัญหาทางด้านธุรกิจจะต้องมีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยเช่นกัน ทั้งในด้านของการศึกษาหรือผลงานที่ผ่านมา
ที่ปรึกษาปัญหาธุรกิจ คือใคร ทำหน้าที่อย่างไรจำเป็นมากแค่ไหนและคุณสมบัติที่ดีมีอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้คือสาระดีๆ ที่เราเอามาฝาก ในปัจจุบันการทำธุรกิจเต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จแต่ถ้ามีที่ปรึกษาปัญหาทางธุรกิจที่ดี ธุรกิจก็มีโอกาสเติบโตได้ไม่ยาก

ทักษะ 5 อย่างที่เจ้าของธุรกิจต้องมี

ทักษะ 5 อย่างที่เจ้าของธุรกิจต้องมี

ทักษะ 5 อย่างที่เจ้าของธุรกิจต้องมี

1. ทักษะการขายและการตลาด
✅ การขายและการตลาดเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างศักยภาพในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของตนเอง เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องมี “การสื่อสารที่ดี” เพื่อเชื่อมโยงกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฟัง สื่อสารสิ่งที่บริษัทคุณมีได้อย่างเข้าใจง่าย และน่าสนใจ สามารถทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งทักษะการขายจะนำไปสู่การเชื่อมโยงเพื่อทำการตลาดที่ดีอีกด้วย ในส่วนของการตลาดช่วยให้ธุรกิจสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ถ้าลูกค้ามีความเชื่อมั่นในธุรกิจของคุณ โอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อสินค้าหรือให้บริการอีกครั้งมีมากขึ้น นอกจากนี้การตลาดจะช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นและแตกต่าง มีความเป็นเอกลักษณ์ ลูกค้าจะเห็นคุณค่า ธุรกิจของคุณจะเหนือกว่าคู่แข่ง

ทักษะการขายและการตลาด

2. ทักษะการบัญชีและการเงิน
✅ ทักษะทางบัญชีเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการและบริหารการเงินขององค์กร เพราะการเข้าใจและการนำเอาข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการตัดสินใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถดำเนินกิจการได้อย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จ
ทักษะการบัญชีและการเงิน
3. ทักษะการจัดการภายในองค์กร
✅ การจัดการภายในองค์กร เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนและความสำเร็จขององค์กร ซึ่งมีส่วนประกอบหลายอย่าง เพื่อให้องค์กรดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
• การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์
• การบริหารจัดการการเงิน
• การวางแผน (ทั้งในส่วนงานของผู้บริหารเจ้าของธุรกิจและพนักงานในทีม)
• การสร้างโครงสร้างอำนาจและการตัดสินใจภายในองค์กร
• การประชุมและการรายงานผล
เป็นต้น
ทักษะการจัดการภายในองค์กร
4. ทักษะความเป็นผู้นำ
✅ เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องมีทักษะความเป็นผู้นำ ต้องสามารถกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้มองเห็นอนาคตของธุรกิจได้อย่างชัดเจน ทำให้สมาชิกในองค์กรมีความเข้าใจและมีทิศทางในการทำงานอย่างเป็นระบบ
ความเป็นผู้นำจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสมาชิกในองค์กร โดยผู้นำจะต้องมีความรับผิดชอบในการดำเนินธุุรกิจอย่างเป็นธรรม และสามารถถ่ายทอดกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกในองค์กรได้ในทุกๆภาวะ
ทักษะการจัดการภายในองค์กร
5. ทักษะการลงทุนเพื่อการเติบโต
✅ การลงทุนเพื่อการเติบโตหมายถึงการจ่ายเงินหรือทำการในรูปแบบใดก็ตาม
เพื่อให้บริษัทหรือธุรกิจเจริญเติบโตไปในอนาคต
การลงทุนเพื่อการเติบโตสามารถเป็นได้ทั้งการลงทุนในการขยายกำลังผลิต
การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ การขยายสาขาธุรกิจ การวางแผนการตลาด
การปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีหรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อสร้างความเติบโตและเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจในระยะยาว
ทักษะการลงทุนเพื่อการเติบโต