ภาพบรรยากาศ TEAM BUILDING Part 2
ฮั่วเซ่งฮง : HUA SENG HONG | รสชาติของความสุข

ภาพบรรยากาศ TEAM BUILDING Part 2
ฮั่วเซ่งฮง : HUA SENG HONG | รสชาติของความสุข

ภาพบรรยากาศ วางระบบการจัดการองค์กร
ROCKINGKIDS INTERNATIONAL COMPANY LIMITED

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ เมื่อยอดขายลดลงโดยไม่คาดคิดหรือมีแนวโน้มที่ยอดขายจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เราจะพบว่าธุรกิจจะเผชิญกับปัญหาต่างๆ อย่างไม่น้อย
บางครั้ง ผู้จัดการหรือเจ้าของกิจการก็ไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาที่ส่งผลต่อยอดขายได้ พวกเขาอาจจะให้ความสำคัญกับการขายและการบริการต่อลูกค้า
แต่ก็ยังไม่พบว่ายอดขายไม่เพิ่มขึ้น สาเหตุของปัญหาในยอดขายบางครั้งอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดคิด
ด้วยเหตุนี้ เวลานี้เราจึงจำเป็นต้องหาสาเหตุและหาวิธีการจัดการกับปัญหานี้ ในบทความนี้ topspeech ได้รวบรวมแนวทางในการแก้ปัญหาไว้ให้แล้ว
การบริหารกลุ่มขายคือการจัดการกับกลุ่มคนที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า มีหลายองค์ประกอบที่สำคัญในการบริหารกลุ่มขาย เช่น การวางแผนการทำงาน การสื่อสารกับลูกค้า,
การออกไปพบลูกค้า หรือการติดตามลูกค้าตามวิธีการขายต่างๆ การตรวจตราข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกลุ่มขายเป็นสิ่งสำคัญที่ประธานและผู้จัดการฝ่ายการขายควรให้ความสำคัญ
เพราะการติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยให้เห็นภาพรวมของการเจริญเติบโตหรือการลดลงของยอดขายได้
ดังนั้น การจัดการกลุ่มขายไม่เพียงแต่เกี่ยวกับวางแผนและการขายสินค้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทราบถึงความต้องการ
และปัญหาของพวกเขาได้เร็วที่สุด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการขายให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต
ความสำคัญของการเข้าใจวิธีการขายในธุรกิจคือ การทราบถึงวิธีการเพิ่มลูกค้า สาเหตุที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ เช่นการติดต่อลูกค้า
และวิธีการปิดการขาย รวมทั้งการดูแลลูกค้าหลังการขายด้วย เมื่อมีการรายงานแนวทางการขายที่ไม่ชัดเจนหรือขาดข้อมูลสำคัญ
อาจส่งผลให้การแก้ปัญหาช้าลงหรือสร้างปัญหาเพิ่มเติมได้ เช่น การละเมิดความเป็นธรรมในการรายงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนและลูกค้าสูญเสียได้
จึงสำคัญที่ผู้บริหารและผู้จัดการฝ่ายการขายจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาและจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อยอดขายของธุรกิจในระยะยาว
ถ้าบริษัทใช้ Readyplanet R-CRM เพื่อช่วยในการบริหารกลุ่มพนักงานขาย ก็คือ ผู้บริหารและผู้จัดการขายจะสามารถดูกิจกรรมการขายสินค้าได้เร็วขึ้น
พวกเขาสามารถเห็นข้อมูลรายงานการขายทันที และสามารถตรวจสอบยอดขายและวิธีการขายสินค้าของทีมขายได้ให้ครบถ้วน
การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาเห็นแนวโน้มหรือปัญหาในการขายได้เร็วขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วในทันทีค่ะ

บางครั้งธุรกิจอาจต้องคิดกันในเรื่องว่าใครคือลูกค้าที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของเรา? บางครั้งเราอาจไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ทันที
เวลาผ่านไป เราค่อยๆเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของเรามากขึ้น โดยการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าหรือ Customer Insights
จะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เราไม่ควรเพียงแค่เรียนรู้จากข้อมูลพื้นฐานที่ได้มา แต่ควรพิจารณาและเข้าใจพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้าแต่ละคน
ลูกค้าที่มีสมรรถนะสำหรับการซื้อสินค้า คือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ และมองหาสิ่งที่ทำให้พึงพอใจ เช่น คุณภาพของสินค้าหรือบริการ และอื่นๆ
เราควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางกลยุทธ์การขายที่เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ในที่สุด
การใช้โปรแกรมที่เรียกว่า CRM ช่วยธุรกิจในการเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เริ่มต้นที่การเก็บข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับลูกค้า
เช่น ชื่อ, เบอร์โทร, และอีเมล รวมถึงการที่ลูกค้าซื้อสินค้าอะไรบ้าง เมื่อซื้อ, และจำนวนเงินที่ใช้ซื้อด้วย นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นขณะที่ลูกค้าซื้อสินค้าด้วย
เมื่อเรามีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน เราสามารถใช้มันในการวางแผนการทำงานให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นอย่างมาก! และยังช่วยให้เราสามารถทำนายและวางแผนในอนาคตได้อีกด้วยค่ะ
เทคโนโลยีที่อัพเกรดอยู่เสมอนี้ทำให้การขายเป็นไปได้มากขึ้น! สิ่งที่คุณต้องทำคือเข้าใจความต้องการและความลับของลูกค้า
เลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการของเรา ด้วยการใช้ช่องทางต่างๆ เช่น เขตพื้นที่การขาย, แพลตฟอร์มออนไลน์
และโอกาสที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าดียิ่งขึ้น เรายังใช้วิธีออนไลน์อื่นๆ เช่น โซเชียลเน็ตเวิร์ค เพื่อเชื่อมโยงกับลูกค้า
และค้นหาลูกค้าใหม่ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้เนื้อหาและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมทและประสานงานกับธุรกิจของเรา
โดยกระตุ้นความสนใจและการรับรู้ให้ลูกค้าพึงพอใจและเข้าใจความสำคัญของผลิตภัณฑ์และบริการของเราและมองหาโอกาสในการต่อยอดไปอีกด้วย

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ การขายสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องพูดคุยกับลูกค้าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและสำคัญอย่างยิ่ง! ความสำเร็จในการขายไม่ได้อยู่แค่ที่การโยงลูกค้าให้ซื้อสิ่งที่เราขาย
แต่ยังอยู่ที่การเข้าใจความต้องการและความพอใจของลูกค้าด้วย เมื่อเราสามารถทำได้นั้น เราจะสร้างความรู้สึกที่ดีและความไว้วางใจให้กับธุรกิจของเรา
การให้บริการที่ดีและการสร้างความพอใจให้กับลูกค้าจะเป็นแรงผลักดันที่มีประสิทธิภาพในการสร้างฐานลูกค้าที่คงทนและยั่งยืนในระยะยาว
การสอบถามและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรามีความสำคัญ เราต้องการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราดียิ่งขึ้นตามความต้องการของลูกค้า
เราสามารถถามเพื่อทราบว่าลูกค้าพอใจกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราหรือไม่ และถามเพื่อทราบว่ามีคุณลักษณะหรือบริการเพิ่มเติมที่ลูกค้าต้องการหรือไม่
เรายังสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ด้วย เพราะถ้าเราเฉยเมยกับลูกค้าอาจทำให้เกิดความไม่พอใจและอาจส่งผลทำให้ลูกค้าไม่พอใจและอาจทำให้เกิดผลเสียอื่นๆตามมาได้
เช่น เมื่อลูกค้าพบปัญหาและบ่นถึงบริการของเราที่เป็นปัญหาผ่านทางออนไลน์ ถ้าเราไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไข อาจทำให้ลูกค้าเลิกใช้บริการ
แต่ถ้าเราติดต่อเพื่อขอโทษหรือแก้ไขปัญหา ลูกค้าจะรู้สึกดีขึ้นและอาจยังเลือกใช้บริการของเราต่อไปได้ด้วย
การติดต่อและการปรับปรุงนี้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของลูกค้าในผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราอีกครั้ง
ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะได้รับความนิยมมากแค่ไหน หรือมียอดขายมากเพียงใด ควรใส่ใจถึงพฤติกรรมของลูกค้าเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย พวกเขาอาจรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์และบริการของคุณไม่สำคัญอีกต่อไป ซึ่งอาจทำให้ยอดขายลดลงได้
การปรับปรุงสินค้าและบริการตามแฟชั่นและพฤติกรรมของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ธุรกิจไม่ควรละเลย เมื่อลูกค้ามีความต้องการและพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลง
ธุรกิจจึงต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อนั้น การพัฒนาแบบการซื้อสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้โดยการสร้างวิธีการซื้อที่สะดวกสบายให้กับลูกค้า
ตัวอย่างเช่น การพัฒนาจากร้านอาหารที่ลูกค้าไม่ต้องนั่งที่ร้านและสามารถซื้อแบบนำกลับบ้านหรือผ่านหน้าต่างรถ (Drive-thru) ในช่วงเวลาที่คนเร่งรีบ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าได้มากขึ้น

การขายสินค้าหรือบริการไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเสมอไป การเป็นพนักงานขายไม่ได้หมายความว่าต้องมีประสบการณ์มากมายเท่านั้น
เพราะบางครั้งการทำงานในการขายต้องใช้สมองและความคิดอย่างเหนือชั้นด้วย
พนักงานขายต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมและการแสดงออกที่ดีเมื่อไปพบลูกค้า ต้องมีแผนการขายที่ดีและยืดหยุ่น
เพื่อให้สามารถปรับปรุงวิธีการขายใหม่ๆได้ตามความเหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ CRM ช่วยให้การจัดการงานขายมีระบบการจัดการที่เป็นระเบียบมากขึ้น
มีรายชื่อลูกค้าที่อยู่ในระบบ CRM เมื่อมองผ่านฟีเจอร์ Sales Pipeline จะเห็นได้ชัดเจนว่าลูกค้าแต่ละรายอยู่ในขั้นตอนการขายอย่างไร และบางรายก็อาจจะใกล้การปิดการขายแล้ว
บางครั้งเราอาจต้องใช้เคล็ดลับในการโน้มน้าวลูกค้าให้ตัดสินใจเร็วขึ้น เพื่อให้มีประโยชน์ต่อ Sales Pipeline
โดยจะช่วยให้กลุ่มขายมีวิสัยทัศน์ในการเลือกลูกค้าที่เหมาะสมสำหรับการขยายยอดขายของตนเองได้ดีขึ้น
นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการเปิดร้านใหม่ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดโดยที่ไม่รู้ว่าคู่แข่งจะเปิดในขณะเดียวกันหรือไม่ ในกรณีนี้
คุณควรที่จะไม่พลาดโอกาสที่จะเตรียมตัวให้พร้อมอย่างดีที่สุดโดยการทำให้สินค้าหรือบริการของคุณมีคุณภาพเหนือคู่แข่ง
นอกจากนี้ คุณยังควรที่จะตั้งตัวให้เป็นคู่ต่อสู้ที่หาได้ยากโดยการให้บริการที่ดีและนำเสนอสิ่งที่ทำให้คุณต่างไปจากคู่แข่ง
คุณควรมองหาข้อได้เปรียบของธุรกิจและพัฒนามันต่อไปเพื่อรักษาลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการด้วย
นอกจากนี้ คุณยังควรที่จะโชว์จุดเด่นของธุรกิจของคุณให้เหนือกว่าคู่แข่งเพื่อเป็นหัวหน้าในวงการ เช่น ร้านกาแฟบางร้านอาจจะมีรสชาติที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้
แต่พวกเขาก็อาจมีบริการที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่สะดวกสบายที่ทำให้คุณเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและสร้างยอดขายได้มากขึ้นได้

ถ้าคุณไม่สามารถจัดการข้อมูลและจำนวนการขายได้ดีพอ เวลาของคุณจะไม่เพียงพอที่จะทำงานอื่นๆได้ และคุณอาจไม่สามารถใช้ข้อมูลอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ด้วย
วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยจัดการธุรกิจของคุณอัตโนมัติ อย่างเช่น การใช้ระบบ CRM เพื่อจัดการกลุ่มลูกค้าของคุณให้มีประสิทธิภาพ
R-CRM คือระบบที่ช่วยในการจัดการกลุ่มขายให้ง่ายขึ้น โดยคุณสามารถติดตามการทำงานของพวกเขาได้อย่างมีระบบ
และดูรายงานก่อนทำงานและหลังทำงานได้ทันทีด้วย R-Insights นี้ โดย R-CRM ยังช่วยให้ธุรกิจมีความเข้าใจเรื่อง Customer Insights มากขึ้น
เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและดีขึ้น รวมถึงการครอบคลุมเครื่องมือการทำงานต่างๆ เช่น การจัดการกับลูกค้าตามวัตถุประสงค์
การเก็บข้อมูลลูกค้าและการกระทำการซื้อ ทำให้คุณประหยัดเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล และมีเวลาในการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า R-Chat เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบคำถามและติดต่อกับลูกค้าได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
เราสามารถใช้ R-Chat เพื่อพูดคุยกับลูกค้าที่มาจากหลายๆ แหล่งเช่นเว็บไซต์ ไลน์ OA หรือ Facebook Messenger ได้ในที่เดียว
ซึ่งทำให้งานของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรายังสามารถบันทึกข้อมูลลูกค้าในระบบ R-CRM เพื่อให้เราสามารถติดตามลูกค้าและตอบคำถามของเขาได้โดยรวดเร็ว
นอกจากนี้เรายังสามารถปิดการขายและสร้างยอดขายได้มากขึ้นด้วยความสะดวกสบายที่ R-Chat นำเสนอให้เราได้ใช้งาน
ยอดขายที่ตกลงไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ไม่ดีต่อธุรกิจเสมอนั้น เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการค้นหาสาเหตุที่ทำให้ยอดขายลดลง
โดยการตรวจสอบปัญหาภายในองค์กรที่อาจมีส่วนร่วมในการลดยอดขายได้เช่นกัน
บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ก็อาจมีผลต่อยอดขาย เช่นการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการทำงาน หรือการทำงานร่วมกันของทีมขาย
สำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการซัพพอร์ตงาน รวมถึงการฝึกอบรมทีมขายให้มีประสิทธิภาพ
การใช้ระบบ Readyplanet R-CRM เป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการทีมขาย ช่วยให้ทุกคนเข้าใจการทำงานในขั้นตอนการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)
ณ โรงแรม TK Palace กรุงเทพมหานคร วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567


ระบบการประเมินผลรายบุคคล ถึงตอน ประมวลผลงาน บุคลากร ทีไรแม้ทุกคนในหน่วยงานรู้สึกเจ็บปวดหัว มีความคิดว่าแบบอย่างที่ใช้อยู่มีปัญหา
ทำไปก็เสียเวลาหรือเปล่าสามารถสะท้อนผลสรุปได้จริง ก็คงจะหนีไม่พ้นหน้าที่ของข้าง HR ที่จำต้องทวน Concept
การวัดแบบอย่างเดิมหรือทดลองดู Concept แบบอย่างวัดผลอื่นๆมาทดลองเปลี่ยนแปลงกันแล้ว!
KPIหมายถึงดรรชนีชี้วัดการบรรลุเป้าหมาย ถ่ายทอดจุดหมายของหน่วยงานในลักษณะ top down
วัดค่าที่ให้คะแนนออกมาเป็นตัวเลข/ปริมาณ/จำนวนได้เด่นชัดแล้วก็ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรคนนั้นมีความสามารถ
หรือบรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือเปล่า ซึ่งเป็นแบบที่หน่วยงานจำนวนมากของไทยใช้เพื่อสำหรับในการให้คะแนนงาน
OKRหมายถึงขั้นตอนการกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลการบรรลุผล เน้นย้ำการกำหนดเป้าใหญ่ของหน่วยงาน
และก็ให้บุคลากรมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ใหญ่ของหน่วยงานขึ้นไป
โดยระบุ objective หรือเป้าหมายที่พวกเราอยากได้ทำให้เสร็จ รวมทั้ง การกำหนด key result หรือผลสรุปที่จะวัดเพื่อรู้ดีว่า พวกเราบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
Competencyหมายถึงการประมาณวิชาความรู้ ความสามารถ ความรู้ความเข้าใจ ความประพฤติปฏิบัติการทํางานของบุคคล
และก็คุณสมบัติที่แสดงออกรวมทั้งเปรียบเทียบกับระดับความสามารถที่คาดหวังในตําแหน่งงานนั้นๆเพื่อกําคราวดขั้นตอนการปรับปรุงทรัพยากรบุคคล โดยแบ่งออกได้ เป็น จำพวกสำคัญๆอาทิเช่น
1.Core Competencyเป็นความสามารถความรู้ความเข้าใจหลักที่บุคลากรทุกคน ทุกระดับในหน่วยงานควรจะมีด้วยกัน
2.Functional Competencyหมายถึงความสามารถความรู้ความเข้าใจของหน่วยงาน แตกต่างตามขอบเขตของหน่วยงาน
3.Leadership หรือ Managerial Competencyหมายถึงความสามารถความรู้ความเข้าใจของของบุคลากรในระดับหัวหน้างานแล้วก็ประธาน
Task Achievementหมายถึงการให้บุคลากรวัดผลงานหน้าที่ตามตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็มีความรับผิดชอบโดยตรง
ว่ามี Performance หรือคำตอบเป็นเยี่ยงไร ซึ่งวัดจาก ประสิทธิภาพ ความสมบูรณ์ของงาน รวมทั้งการส่งงานได้ทันตามกำหนดเวลา
โดยทุกๆงานบางทีอาจกำหนดให้มีการแนบบันทึกหลักฐานการทำงาน เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับในการประเมิน
ระบบการประเมินผลรายบุคคล
การวัดผลแบบ 360 องศา เป็นการใช้การวัดจากหัวหน้างาน, การคาดคะเนจากสหายร่วมงาน, การวัดจากลูกน้องใต้บัญชาการ,
การวัดจากผู้ที่มีการเกี่ยวข้อง, การคาดคะเนจากข้างบุคคล, หรือแม้กระทั้งจนถึงการวัดผลตนเอง ทุกผลประเมินจากทุกมิติจะถูกเอามารวมกันเพื่อได้ผลประเมินท้ายที่สุดอีกที
Rubricเป็นกฏเกณฑ์การให้แต้มแบบประสมประสานรูปแบบใหม่ที่เริ่มประยุกต์ใช้ในประเทศไทย จุดหมายจะถูกตั้งโดยหน่วยงาน
มากับ SET LIST ของงานและก็คะแนนในแต่ละส่วน แต่ว่าให้บุคลากรเป็นผู้เลือก ความจำเป็นจะทำมาจาก LIST นั้นๆ
เพื่อคิดแผนสะสมคะแนนให้ถึงวัตถุประสงค์ด้วยตัวเอง แล้วก็สามารถสะสมคะแนนเกินกว่าจุดหมายได้
ต้นแบบทั้งยัง 6 ที่ชูมาข้างต้น มีจุดเด่น ความจำกัด ที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ก็เลยไม่มีสูตรสำเร็จที่คงที่ว่าแบบใดยอดเยี่ยม
ขึ้นกับวัฒนธรรมของหน่วยงาน ชนิดธุรกิจ และไม่จึงควรเลือกใช้เพียงอย่างเดียว อาจมีการประสมประสาน และก็ปรับใช้ให้สมควรได้
เว้นเสียแต่เรื่องของแบบอย่างที่จะต้องให้ความเอาใจใส่ “อุปกรณ์” ก็เป็นอีกส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การดำเนินการวัดผลเกิดเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้นสำหรับทุกฝ่าย
การใช้ spreadsheet แบบเดิมๆเก็บรวบรวมข้อมูล พินิจพิจารณาผลตอบแทนยาก เดี๋ยวนี้ก็เลยมีเทคโลโนยีใหม่ๆมากมายก่ายกอง
ที่ถูกปรับปรุงมาอย่างครอบคลุมและก็ยืดหยุ่น รองรับแนวทางปรับปรุงรายตัว ตอบปัญหาทุกหน่วยงาน ได้แก่ ระบบ IPOP PMS จาก I AM Consulting
• มีระบบระเบียบจัดแจง Goal และก็ KPI ระดับรายตัว กลุ่ม แผนก หรืออีกทั้งหน่วยงาน แล้วก็การกำหนด Competency
ให้แก่บุคลากรตามระดับงาน (Proficiency Level) และก็ความประพฤติปฏิบัติการแสดงออก (Behavior) ได้
รวมทั้งยังสามารถดัดแปลงกับแบบอย่าง OKR หรือ Task Achievement
• รองรับครบทุกกิจกรรมการวัดผล อีกทั้งการกำหนดเป้าหมาย การบันทึกความก้าวหน้า การประมาณรายปี ครึ่งปี ประเมิน Probation
รวมทั้งบันทึกแผนปรับปรุงรายตัว การนำผลสรุปมาทำ Bell Curve รวมถึงการวิเคราะห์ผลสรุปด้วย Report and Dashboard
• มีฟีพบร์ Achievement ช่วยเหลือให้บุคลากรจัดเก็บผลงานและก็ทำจุดหมายให้เสร็จ เชื่อมต่อกันอีกทั้ง KPI และก็ Competency อีกทั้งระบบ
IPOP มิได้ทำเป็นเพียงแค่จัดแจง ระบบ ให้คะแนน บุคลากร เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นสามารถดูแลหน่วยงานพร้อม อีกทั้งประเด็นการจัดแจงทรัพยากรบุคคล (HRM) และก็การพัฒนาพนักงาน (HRD) รวมถึงการเพิ่มความเกี่ยวข้อง (Engagement) ของคนภายในหน่วยงานเยอะขึ้นด้วย topspeech
เพิ่มความเชื่อมั่นลูกค้า การสร้างความเชื่อมั่นในลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจทุกประเภท ความไว้วางใจที่มั่นคงจะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่เชื่อมั่นและให้กำไรที่ยั่งยืนในระยะยาว















Picking Replenishment เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าในคลังสินค้า
1. การหยิบจับว่าง (Picking) เป็นกระบวนการที่พนักงานคลังสินค้าเลือกและเอาสินค้าออกจากคลังตามคำสั่งที่ได้รับ
เพื่อใช้ในการจัดส่งหรือการเติมสินค้าในพื้นที่จำหน่าย กระบวนการนี้ต้องทำอย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การเติมสินค้า (Replenishment) เป็นกระบวนการที่มีการนำสินค้าเข้าคลังใหม่หรือเติมสินค้าลงในพื้นที่ที่สินค้าได้ถูกหยิบจับไปแล้ว
เพื่อให้คลังสินค้ามีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าต่อไป กระบวนการนี้ต้องมีการวางแผนการเติมสินค้าอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันความขาดแคลนของสินค้าในคลัง
สรุปได้ว่า Picking Replenishment เป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการคลังสินค้าเพื่อให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
PESO Model เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดหมวดหมู่ประเภทของการสื่อสารของแบรนด์
ช่วยให้นักการตลาดเห็นภาพกิจกรรมทางการตลาดที่ใหญ่ขึ้น
PESO Model ถูกสร้างขึ้นมาโดย Gini Dietrich ผู้ก่อตั้ง Spin Sucks ในปี 2552
เพื่อวางแผนการใช้สื่อสารในรูปแบบต่างๆ ขององค์กร โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ Paid, Earned, Shared และ Owned
Paid, Owned, Earned, Shared Media คืออะไร?
Paid Media คือ สื่อที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อพื้นที่โปรโมตหรือประชาสัมพันธ์ ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
เช่น โฆษณาบน Facebook, Banner/ดิสเพลย์โฆษณาในเว็บไซต์, การโฆษณาทางทีวีการโฆษณาในสิ่งพิมพ์
การซื้อคีย์เวิร์ดคำใน Google AdWords รวมถึง E-mail Marketing
การโฆษณาประเภทนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ที่ต้องจ่ายเงินซื้อเวลาโฆษณาหลายแสนบาท
แต่ก็เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้ดี และสามารถกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมในแต่ละช่องทางได้
Owned Media คือ สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง เช่น ช่องทาง Social Media ทั้งหมด, Blog, Podcast หรือเว็บไซต์บริษัท
ถือเป็นช่องทางการสื่อสารที่แบรนด์ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก จะช่วยต่อยอดกับการใช้สื่อประเภทอื่นๆ ได้
เช่น การนำภาพข่าวจากสื่อมวลชนมาแสดงบนเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งในพื้นที่นี้คุณสามารถควบคุมเนื้อหาคอนเทนต์ได้ทุกขั้นตอน
หากมองในมุมผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่เมื่อต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ก็มักจะเสิร์จหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
เพื่อเข้าถึงช่องทางหลักของแบรนด์ ทั้งเว็บไซต์ และ Social Media ทำให้แบรนด์ต้องลงทุนกับช่องทางเหล่านี้มากหน่อย
เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วน และปิดการขายได้ เช่น คอนเทนต์สาธิตการใช้สินค้า, รวมคำถามที่พบบ่อย หรือช่องทางติดต่อเมื่อสินค้ามีปัญหา
Earned Media คือ สื่อที่ได้รับจากการประชาสัมพันธ์
หรือได้รับการพูดถึงโดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงิน เช่น การบอกต่อแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) หรือการถูกเมนชั่นจากสื่อหรืออินฟลูเอนเซอร์
สิ่งสำคัญคือ การสานสัมพันธ์กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน เพื่อสร้างโอกาสที่ดีในการแชร์เนื้อหาของแบรนด์
Shared Media คือ สื่อที่ลูกค้าสร้างขึ้นมา
เป็น User Generate Content (UGC) เช่น การรีวิว การที่แบรนด์มี Shared Media จำนวนมากถือเป็นสิ่งที่ดี
เพราะตอนนี้ Facebook ได้ปรับอัลกอริทึมใหม่ ลดการมองเห็นโพสต์ธุรกิจ เน้นโพสต์ที่มาจากเพื่อนหรือครอบครัวมากขึ้น
ดังนั้น หากมีลูกค้าพูดถึงแบรนด์ในทางที่ดี บอกต่อสินค้าหลังใช้งานจริง จึงถือเป็น Free Media ที่ดีต่อแบรนด์สุดๆ
ทั้งนี้ Shared Media เป็นเหมือนการบอกต่อแบบปากต่อปากที่แบรนด์จะไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ บางครั้งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเป็นฉนวนลุกลามไปมากกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะใช้สื่อประเภทไหน ต้องมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อให้วัดความสำเร็จในแต่ละช่องทางได้ง่าย
คอนเทนต์ที่เริ่มจาก Owned Media แล้วต่อยอดไปอีก 3 ประเภทที่เหลือ เป็นแพทเทิร์นที่ได้รับความนิยมสร้าง Content Calendar เพื่อติดตามงานได้สะดวก
ความสำเร็จของ PESO Model อยู่ที่ว่าคุณผสานการใช้องค์ประกอบทั้ง 4 ได้ดีแค่ไหนการสื่อสารต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จำเป็นต้องใช้ Paid, Owned, Earned และ Shared ทั้งหมดหรือไม่ แม้ว่า PESO Model จะเน้นที่การผสมผสานการใช้สื่อ
แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ทุกส่วน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแคมเปญนั้นๆ เพราะคอนเทนต์แต่ละรูปแบบมีช่องทางการนำเสนอที่แตกต่างกัน
หรือบางคอนเทนต์ก็สามารถลงได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น Blog ที่อยู่ในเว็บไซต์ นำมาแชร์ใน Social Media และบูสโพสต์ได้ ทำให้แบรนด์ต้องวางแผนให้ดีว่าจะใช้เงินในช่องทางไหน
แน่นอนว่าในทุกคอนเทนต์ที่ทำ ต้องมีการกำหนด KPI ซึ่งต้องดูจากวัตถุประสงค์การสื่อสาร ว่าทำไปเพื่ออะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย หรือแบรนด์ต้องการสื่อสารอะไร
และเมื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน การวัดผลก็จะต่างกันไปด้วย เช่น การทำ Content Marketing ในรูปแบบวิดีโอสั้น ให้คำแนะนำการเริ่มต้นใช้สินค้า
วัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Awareness และ Educate เพื่อโพสต์ใน Owned ของแบรนด์
ดังนั้น การวัดผลอาจไม่ได้มอง Engagement เท่าไรนัก แต่เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วน และลดขั้นตอนที่ลูกค้าจะถามเข้ามา

การวัดผลของ Paid Media ส่วนใหญ่จะวัดผลได้จากตัวเลขต่างๆ เช่น Traffic ที่เข้ามาเว็บไซต์
จำนวนการคลิก และการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังมีการวัดผลจาก
– Lead Generation
– Conversion
– Brand Awareness
– User Engagement
– Lead Generation
– Conversion
– Brand Awareness
– User Engagement
– Traffic
– Rankings
– CTR ในกรณีที่ใช้ Email Marketing
– Time on page ระยะเวลาที่ผู้ใช้อยู่ในเว็บไซต์
– Conversion
– Brand Awareness (Reach)
– User Engagement (Like Share และ Comment)
– Lead Generation (Backlink ที่ดึงคนเข้ามาในเว็บไซต์)
เมื่อเทียบกับการวัดผลอื่นๆ Shared Media มีความออร์แกนิกส์มากที่สุด เพราะเกิดจากการที่ผู้บริโภคมีปฎิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น
– User Engagement หรือการรีวิวต่างๆ
– Conversion
– Brand Awareness (Reach)
ในท้ายที่สุด PESO Model เป็นแนวทางที่ช่วยให้การทำ PR หรือสื่อสารองค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เป็นการรวมเทคนิคหลายแขนงเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ดังนั้น คุณจำเป็นต้องมีคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ และการตลาดมาช่วยดูแล