8 วิธีแก้ปัญหายอดขายตก ทำอย่างไรให้กลับมาสร้างยอดขายได้ดีกว่าเดิม

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ  Business Problem Solutions

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ  Business Problem Solutions

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ เมื่อยอดขายลดลงโดยไม่คาดคิดหรือมีแนวโน้มที่ยอดขายจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เราจะพบว่าธุรกิจจะเผชิญกับปัญหาต่างๆ อย่างไม่น้อย
บางครั้ง ผู้จัดการหรือเจ้าของกิจการก็ไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาที่ส่งผลต่อยอดขายได้ พวกเขาอาจจะให้ความสำคัญกับการขายและการบริการต่อลูกค้า
แต่ก็ยังไม่พบว่ายอดขายไม่เพิ่มขึ้น สาเหตุของปัญหาในยอดขายบางครั้งอาจไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดคิด

ด้วยเหตุนี้ เวลานี้เราจึงจำเป็นต้องหาสาเหตุและหาวิธีการจัดการกับปัญหานี้ ในบทความนี้ topspeech ได้รวบรวมแนวทางในการแก้ปัญหาไว้ให้แล้ว

1. สำรวจปัญหาและจุดบกพร่องภายในทีมขาย

การบริหารกลุ่มขายคือการจัดการกับกลุ่มคนที่ขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า มีหลายองค์ประกอบที่สำคัญในการบริหารกลุ่มขาย เช่น การวางแผนการทำงาน การสื่อสารกับลูกค้า,
การออกไปพบลูกค้า หรือการติดตามลูกค้าตามวิธีการขายต่างๆ การตรวจตราข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกลุ่มขายเป็นสิ่งสำคัญที่ประธานและผู้จัดการฝ่ายการขายควรให้ความสำคัญ
เพราะการติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยให้เห็นภาพรวมของการเจริญเติบโตหรือการลดลงของยอดขายได้
ดังนั้น การจัดการกลุ่มขายไม่เพียงแต่เกี่ยวกับวางแผนและการขายสินค้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทราบถึงความต้องการ
และปัญหาของพวกเขาได้เร็วที่สุด เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการขายให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ความสำคัญของการเข้าใจวิธีการขายในธุรกิจคือ การทราบถึงวิธีการเพิ่มลูกค้า สาเหตุที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ เช่นการติดต่อลูกค้า
และวิธีการปิดการขาย รวมทั้งการดูแลลูกค้าหลังการขายด้วย เมื่อมีการรายงานแนวทางการขายที่ไม่ชัดเจนหรือขาดข้อมูลสำคัญ
อาจส่งผลให้การแก้ปัญหาช้าลงหรือสร้างปัญหาเพิ่มเติมได้ เช่น การละเมิดความเป็นธรรมในการรายงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนและลูกค้าสูญเสียได้
จึงสำคัญที่ผู้บริหารและผู้จัดการฝ่ายการขายจะต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาและจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อยอดขายของธุรกิจในระยะยาว

ถ้าบริษัทใช้ Readyplanet R-CRM เพื่อช่วยในการบริหารกลุ่มพนักงานขาย ก็คือ ผู้บริหารและผู้จัดการขายจะสามารถดูกิจกรรมการขายสินค้าได้เร็วขึ้น
พวกเขาสามารถเห็นข้อมูลรายงานการขายทันที และสามารถตรวจสอบยอดขายและวิธีการขายสินค้าของทีมขายได้ให้ครบถ้วน
การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาเห็นแนวโน้มหรือปัญหาในการขายได้เร็วขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วในทันทีค่ะ

 

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ  Business Problem Solutions

 

2. ดูข้อมูล Customer Insights ให้มากขึ้น

บางครั้งธุรกิจอาจต้องคิดกันในเรื่องว่าใครคือลูกค้าที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของเรา? บางครั้งเราอาจไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ทันที
เวลาผ่านไป เราค่อยๆเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของเรามากขึ้น โดยการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าหรือ Customer Insights
จะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เราไม่ควรเพียงแค่เรียนรู้จากข้อมูลพื้นฐานที่ได้มา แต่ควรพิจารณาและเข้าใจพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้าแต่ละคน
ลูกค้าที่มีสมรรถนะสำหรับการซื้อสินค้า คือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ และมองหาสิ่งที่ทำให้พึงพอใจ เช่น คุณภาพของสินค้าหรือบริการ และอื่นๆ
เราควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวางกลยุทธ์การขายที่เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ในที่สุด

การใช้โปรแกรมที่เรียกว่า CRM ช่วยธุรกิจในการเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เริ่มต้นที่การเก็บข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับลูกค้า
เช่น ชื่อ, เบอร์โทร, และอีเมล รวมถึงการที่ลูกค้าซื้อสินค้าอะไรบ้าง เมื่อซื้อ, และจำนวนเงินที่ใช้ซื้อด้วย นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นขณะที่ลูกค้าซื้อสินค้าด้วย
เมื่อเรามีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน เราสามารถใช้มันในการวางแผนการทำงานให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นอย่างมาก! และยังช่วยให้เราสามารถทำนายและวางแผนในอนาคตได้อีกด้วยค่ะ

3. มองหาวิธีการสร้างโอกาสทางการขายใหม่ ๆ

เทคโนโลยีที่อัพเกรดอยู่เสมอนี้ทำให้การขายเป็นไปได้มากขึ้น! สิ่งที่คุณต้องทำคือเข้าใจความต้องการและความลับของลูกค้า
เลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการของเรา ด้วยการใช้ช่องทางต่างๆ เช่น เขตพื้นที่การขาย, แพลตฟอร์มออนไลน์
และโอกาสที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าดียิ่งขึ้น เรายังใช้วิธีออนไลน์อื่นๆ เช่น โซเชียลเน็ตเวิร์ค เพื่อเชื่อมโยงกับลูกค้า
และค้นหาลูกค้าใหม่ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้เนื้อหาและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมทและประสานงานกับธุรกิจของเรา
โดยกระตุ้นความสนใจและการรับรู้ให้ลูกค้าพึงพอใจและเข้าใจความสำคัญของผลิตภัณฑ์และบริการของเราและมองหาโอกาสในการต่อยอดไปอีกด้วย

 

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ  Business Problem Solutions

 

4. ใส่ใจการติดตามการขายและความต้องการของลูกค้า

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ การขายสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องพูดคุยกับลูกค้าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและสำคัญอย่างยิ่ง! ความสำเร็จในการขายไม่ได้อยู่แค่ที่การโยงลูกค้าให้ซื้อสิ่งที่เราขาย
แต่ยังอยู่ที่การเข้าใจความต้องการและความพอใจของลูกค้าด้วย เมื่อเราสามารถทำได้นั้น เราจะสร้างความรู้สึกที่ดีและความไว้วางใจให้กับธุรกิจของเรา
การให้บริการที่ดีและการสร้างความพอใจให้กับลูกค้าจะเป็นแรงผลักดันที่มีประสิทธิภาพในการสร้างฐานลูกค้าที่คงทนและยั่งยืนในระยะยาว

การสอบถามและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรามีความสำคัญ เราต้องการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราดียิ่งขึ้นตามความต้องการของลูกค้า
เราสามารถถามเพื่อทราบว่าลูกค้าพอใจกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราหรือไม่ และถามเพื่อทราบว่ามีคุณลักษณะหรือบริการเพิ่มเติมที่ลูกค้าต้องการหรือไม่
เรายังสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ด้วย เพราะถ้าเราเฉยเมยกับลูกค้าอาจทำให้เกิดความไม่พอใจและอาจส่งผลทำให้ลูกค้าไม่พอใจและอาจทำให้เกิดผลเสียอื่นๆตามมาได้
เช่น เมื่อลูกค้าพบปัญหาและบ่นถึงบริการของเราที่เป็นปัญหาผ่านทางออนไลน์ ถ้าเราไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไข อาจทำให้ลูกค้าเลิกใช้บริการ
แต่ถ้าเราติดต่อเพื่อขอโทษหรือแก้ไขปัญหา ลูกค้าจะรู้สึกดีขึ้นและอาจยังเลือกใช้บริการของเราต่อไปได้ด้วย
การติดต่อและการปรับปรุงนี้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของลูกค้าในผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราอีกครั้ง

5. ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะได้รับความนิยมมากแค่ไหน หรือมียอดขายมากเพียงใด ควรใส่ใจถึงพฤติกรรมของลูกค้าเสมอ โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย พวกเขาอาจรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์และบริการของคุณไม่สำคัญอีกต่อไป ซึ่งอาจทำให้ยอดขายลดลงได้

การปรับปรุงสินค้าและบริการตามแฟชั่นและพฤติกรรมของลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่ธุรกิจไม่ควรละเลย เมื่อลูกค้ามีความต้องการและพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลง
ธุรกิจจึงต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อนั้น การพัฒนาแบบการซื้อสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้โดยการสร้างวิธีการซื้อที่สะดวกสบายให้กับลูกค้า
ตัวอย่างเช่น การพัฒนาจากร้านอาหารที่ลูกค้าไม่ต้องนั่งที่ร้านและสามารถซื้อแบบนำกลับบ้านหรือผ่านหน้าต่างรถ (Drive-thru) ในช่วงเวลาที่คนเร่งรีบ ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าได้มากขึ้น

 

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ  Business Problem Solutions

 

6. ปรับเปลี่ยนเทคนิคการขายให้มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นเสมอ

การขายสินค้าหรือบริการไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเสมอไป การเป็นพนักงานขายไม่ได้หมายความว่าต้องมีประสบการณ์มากมายเท่านั้น
เพราะบางครั้งการทำงานในการขายต้องใช้สมองและความคิดอย่างเหนือชั้นด้วย

พนักงานขายต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมและการแสดงออกที่ดีเมื่อไปพบลูกค้า ต้องมีแผนการขายที่ดีและยืดหยุ่น
เพื่อให้สามารถปรับปรุงวิธีการขายใหม่ๆได้ตามความเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ CRM ช่วยให้การจัดการงานขายมีระบบการจัดการที่เป็นระเบียบมากขึ้น
มีรายชื่อลูกค้าที่อยู่ในระบบ CRM เมื่อมองผ่านฟีเจอร์ Sales Pipeline จะเห็นได้ชัดเจนว่าลูกค้าแต่ละรายอยู่ในขั้นตอนการขายอย่างไร และบางรายก็อาจจะใกล้การปิดการขายแล้ว

บางครั้งเราอาจต้องใช้เคล็ดลับในการโน้มน้าวลูกค้าให้ตัดสินใจเร็วขึ้น เพื่อให้มีประโยชน์ต่อ Sales Pipeline
โดยจะช่วยให้กลุ่มขายมีวิสัยทัศน์ในการเลือกลูกค้าที่เหมาะสมสำหรับการขยายยอดขายของตนเองได้ดีขึ้น

7. ไม่ควรมองข้ามคู่แข่ง และควรหาจุดแข็งของธุรกิจให้เจอ

นี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการเปิดร้านใหม่ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดโดยที่ไม่รู้ว่าคู่แข่งจะเปิดในขณะเดียวกันหรือไม่ ในกรณีนี้
คุณควรที่จะไม่พลาดโอกาสที่จะเตรียมตัวให้พร้อมอย่างดีที่สุดโดยการทำให้สินค้าหรือบริการของคุณมีคุณภาพเหนือคู่แข่ง
นอกจากนี้ คุณยังควรที่จะตั้งตัวให้เป็นคู่ต่อสู้ที่หาได้ยากโดยการให้บริการที่ดีและนำเสนอสิ่งที่ทำให้คุณต่างไปจากคู่แข่ง
คุณควรมองหาข้อได้เปรียบของธุรกิจและพัฒนามันต่อไปเพื่อรักษาลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการด้วย
นอกจากนี้ คุณยังควรที่จะโชว์จุดเด่นของธุรกิจของคุณให้เหนือกว่าคู่แข่งเพื่อเป็นหัวหน้าในวงการ เช่น ร้านกาแฟบางร้านอาจจะมีรสชาติที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้
แต่พวกเขาก็อาจมีบริการที่ยอดเยี่ยมและพื้นที่สะดวกสบายที่ทำให้คุณเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและสร้างยอดขายได้มากขึ้นได้

 

วิธีแก้ปัญหาธุรกิจ  Business Problem Solutions

 

8. เลือกใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น

ถ้าคุณไม่สามารถจัดการข้อมูลและจำนวนการขายได้ดีพอ เวลาของคุณจะไม่เพียงพอที่จะทำงานอื่นๆได้ และคุณอาจไม่สามารถใช้ข้อมูลอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ด้วย
วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยจัดการธุรกิจของคุณอัตโนมัติ อย่างเช่น การใช้ระบบ CRM เพื่อจัดการกลุ่มลูกค้าของคุณให้มีประสิทธิภาพ

R-CRM คือระบบที่ช่วยในการจัดการกลุ่มขายให้ง่ายขึ้น โดยคุณสามารถติดตามการทำงานของพวกเขาได้อย่างมีระบบ
และดูรายงานก่อนทำงานและหลังทำงานได้ทันทีด้วย R-Insights นี้ โดย R-CRM ยังช่วยให้ธุรกิจมีความเข้าใจเรื่อง Customer Insights มากขึ้น
เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและดีขึ้น รวมถึงการครอบคลุมเครื่องมือการทำงานต่างๆ เช่น การจัดการกับลูกค้าตามวัตถุประสงค์
การเก็บข้อมูลลูกค้าและการกระทำการซื้อ ทำให้คุณประหยัดเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล และมีเวลาในการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า R-Chat เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบคำถามและติดต่อกับลูกค้าได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
เราสามารถใช้ R-Chat เพื่อพูดคุยกับลูกค้าที่มาจากหลายๆ แหล่งเช่นเว็บไซต์ ไลน์ OA หรือ Facebook Messenger ได้ในที่เดียว
ซึ่งทำให้งานของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรายังสามารถบันทึกข้อมูลลูกค้าในระบบ R-CRM เพื่อให้เราสามารถติดตามลูกค้าและตอบคำถามของเขาได้โดยรวดเร็ว
นอกจากนี้เรายังสามารถปิดการขายและสร้างยอดขายได้มากขึ้นด้วยความสะดวกสบายที่ R-Chat นำเสนอให้เราได้ใช้งาน

สรุป

ยอดขายที่ตกลงไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ไม่ดีต่อธุรกิจเสมอนั้น เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการค้นหาสาเหตุที่ทำให้ยอดขายลดลง
โดยการตรวจสอบปัญหาภายในองค์กรที่อาจมีส่วนร่วมในการลดยอดขายได้เช่นกัน

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ก็อาจมีผลต่อยอดขาย เช่นการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการทำงาน หรือการทำงานร่วมกันของทีมขาย
สำคัญที่สุดคือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการซัพพอร์ตงาน รวมถึงการฝึกอบรมทีมขายให้มีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบ Readyplanet R-CRM เป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการทีมขาย ช่วยให้ทุกคนเข้าใจการทำงานในขั้นตอนการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)

ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)

ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)
ณ โรงแรม TK Palace กรุงเทพมหานคร วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567

ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)  ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา) ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)ภาพบรรยากาศ สัมนาการจัดการระบบในองค์กร รุ่นที่ 26 (หลักสูตร 9 ศาสตรา)

Performance Evaluation การประเมินผลงาน

ระบบการประเมินผลรายบุคคล

ระบบการประเมินผลรายบุคคล

ระบบการประเมินผลรายบุคคล ถึงตอน ประมวลผลงาน บุคลากร ทีไรแม้ทุกคนในหน่วยงานรู้สึกเจ็บปวดหัว มีความคิดว่าแบบอย่างที่ใช้อยู่มีปัญหา
ทำไปก็เสียเวลาหรือเปล่าสามารถสะท้อนผลสรุปได้จริง ก็คงจะหนีไม่พ้นหน้าที่ของข้าง HR ที่จำต้องทวน Concept
การวัดแบบอย่างเดิมหรือทดลองดู Concept แบบอย่างวัดผลอื่นๆมาทดลองเปลี่ยนแปลงกันแล้ว!

Key Performance Indicator (KPI)

KPIหมายถึงดรรชนีชี้วัดการบรรลุเป้าหมาย ถ่ายทอดจุดหมายของหน่วยงานในลักษณะ top down
วัดค่าที่ให้คะแนนออกมาเป็นตัวเลข/ปริมาณ/จำนวนได้เด่นชัดแล้วก็ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรคนนั้นมีความสามารถ
หรือบรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือเปล่า ซึ่งเป็นแบบที่หน่วยงานจำนวนมากของไทยใช้เพื่อสำหรับในการให้คะแนนงาน

Objective and Key Result (OKR)

OKRหมายถึงขั้นตอนการกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลการบรรลุผล เน้นย้ำการกำหนดเป้าใหญ่ของหน่วยงาน
และก็ให้บุคลากรมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ใหญ่ของหน่วยงานขึ้นไป
โดยระบุ objective หรือเป้าหมายที่พวกเราอยากได้ทำให้เสร็จ รวมทั้ง การกำหนด key result หรือผลสรุปที่จะวัดเพื่อรู้ดีว่า พวกเราบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

Competency

Competencyหมายถึงการประมาณวิชาความรู้ ความสามารถ ความรู้ความเข้าใจ ความประพฤติปฏิบัติการทํางานของบุคคล
และก็คุณสมบัติที่แสดงออกรวมทั้งเปรียบเทียบกับระดับความสามารถที่คาดหวังในตําแหน่งงานนั้นๆเพื่อกําคราวขั้นตอนการปรับปรุงทรัพยากรบุคคล โดยแบ่งออกได้ เป็น จำพวกสำคัญๆอาทิเช่น
1.Core Competency
เป็นความสามารถความรู้ความเข้าใจหลักที่บุคลากรทุกคน ทุกระดับในหน่วยงานควรจะมีด้วยกัน
2.Functional Competency
หมายถึงความสามารถความรู้ความเข้าใจของหน่วยงาน แตกต่างตามขอบเขตของหน่วยงาน
3.Leadership 
หรือ Managerial Competencyหมายถึงความสามารถความรู้ความเข้าใจของของบุคลากรในระดับหัวหน้างานแล้วก็ประธาน

Task Achievement

Task Achievementหมายถึงการให้บุคลากรวัดผลงานหน้าที่ตามตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็มีความรับผิดชอบโดยตรง
ว่ามี Performance หรือคำตอบเป็นเยี่ยงไร ซึ่งวัดจาก ประสิทธิภาพ ความสมบูรณ์ของงาน รวมทั้งการส่งงานได้ทันตามกำหนดเวลา
โดยทุกๆงานบางทีอาจกำหนดให้มีการแนบบันทึกหลักฐานการทำงาน เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับในการประเมิน
ระบบการประเมินผลรายบุคคล

360 Degree Feedback

การวัดผลแบบ 360 องศา เป็นการใช้การวัดจากหัวหน้างานการคาดคะเนจากสหายร่วมงานการวัดจากลูกน้องใต้บัญชาการ,
การวัดจากผู้ที่มีการเกี่ยวข้องการคาดคะเนจากข้างบุคคลหรือแม้กระทั้งจนถึงการวัดผลตนเอง ทุกผลประเมินจากทุกมิติจะถูกเอามารวมกันเพื่อได้ผลประเมินท้ายที่สุดอีกที

Rubric

Rubricเป็นกฏเกณฑ์การให้แต้มแบบประสมประสานรูปแบบใหม่ที่เริ่มประยุกต์ใช้ในประเทศไทย จุดหมายจะถูกตั้งโดยหน่วยงาน
มากับ SET LIST ของงานและก็คะแนนในแต่ละส่วน แต่ว่าให้บุคลากรเป็นผู้เลือก ความจำเป็นจะทำมาจาก LIST นั้นๆ
เพื่อคิดแผนสะสมคะแนนให้ถึงวัตถุประสงค์ด้วยตัวเอง แล้วก็สามารถสะสมคะแนนเกินกว่าจุดหมายได้

ต้นแบบทั้งยัง ที่ชูมาข้างต้น มีจุดเด่น ความจำกัด ที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ก็เลยไม่มีสูตรสำเร็จที่คงที่ว่าแบบใดยอดเยี่ยม
ขึ้นกับวัฒนธรรมของหน่วยงาน ชนิดธุรกิจ และไม่จึงควรเลือกใช้เพียงอย่างเดียว อาจมีการประสมประสาน และก็ปรับใช้ให้สมควรได้

เว้นเสียแต่เรื่องของแบบอย่างที่จะต้องให้ความเอาใจใส่ อุปกรณ์” ก็เป็นอีกส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การดำเนินการวัดผลเกิดเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้นสำหรับทุกฝ่าย
การใช้ spreadsheet แบบเดิมเก็บรวบรวมข้อมูล พินิจพิจารณาผลตอบแทนยาก เดี๋ยวนี้ก็เลยมีเทคโลโนยีใหม่ๆมากมายก่ายกอง
ที่ถูกปรับปรุงมาอย่างครอบคลุมและก็ยืดหยุ่น รองรับแนวทางปรับปรุงรายตัว ตอบปัญหาทุกหน่วยงาน ได้แก่ ระบบ IPOP PMS จาก I AM Consulting

3 เหตุผลหลัก ที่ควรให้ IPOP PMS ช่วยในการทำประเมินผลงาน

• มีระบบระเบียบจัดแจง Goal และก็ KPI ระดับรายตัว กลุ่ม แผนก หรืออีกทั้งหน่วยงาน แล้วก็การกำหนด Competency
ให้แก่บุคลากรตามระดับงาน (Proficiency Level) และก็ความประพฤติปฏิบัติการแสดงออก (Behavior) ได้
รวมทั้งยังสามารถดัดแปลงกับแบบอย่าง OKR หรือ Task Achievement
• 
รองรับครบทุกกิจกรรมการวัดผล อีกทั้งการกำหนดเป้าหมาย การบันทึกความก้าวหน้า การประมาณรายปี ครึ่งปี ประเมิน Probation
รวมทั้งบันทึกแผนปรับปรุงรายตัว การนำผลสรุปมาทำ Bell Curve รวมถึงการวิเคราะห์ผลสรุปด้วย Report and Dashboard
• 
มีฟีพบร์ Achievement ช่วยเหลือให้บุคลากรจัดเก็บผลงานและก็ทำจุดหมายให้เสร็จ เชื่อมต่อกันอีกทั้ง KPI และก็ Competency อีกทั้งระบบ

IPOP มิได้ทำเป็นเพียงแค่จัดแจง ระบบ ให้คะแนน บุคลากร เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นสามารถดูแลหน่วยงานพร้อม อีกทั้งประเด็นการจัดแจงทรัพยากรบุคคล (HRM) และก็การพัฒนาพนักงาน (HRD) รวมถึงการเพิ่มความเกี่ยวข้อง (Engagement) ของคนภายในหน่วยงานเยอะขึ้นด้วย topspeech

6 เทคนิคมัดใจ ทำยังไงให้ลูกค้าหันมาเลือกเรา!!

6 เทคนิคมัดใจ ทำยังไงให้ลูกค้าหันมาเลือกเรา!!

6 เทคนิคมัดใจ ทำยังไงให้ลูกค้าหันมาเลือกเรา!!

เพิ่มความเชื่อมั่นลูกค้า การสร้างความเชื่อมั่นในลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจทุกประเภท ความไว้วางใจที่มั่นคงจะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่เชื่อมั่นและให้กำไรที่ยั่งยืนในระยะยาว

1. เพิ่มมูลค่าสินค้า

แทนที่เราจะลดราคาสินค้า เราควรแสดงให้ลูกค้าเห็นถึง Value Added หรือมูลค่าเพิ่มของสินค้าเราว่าคืออะไร
การตั้งราคาตามคุณภาพของสินค้าเป็นสิ่งที่พึงทำครับ เพราะหากสินค้าของเราดีจริง แพงแค่ไหนลูกค้าก็ยอมจ่ายครับ นอกจากนี้การเพิ่มมูลค่าสินค้าหรือแบรนด์
ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ โดยการทำ Packaging ให้ดูดี มีคุณค่าหรือ มีบริการหลังการขายต่าง ๆ
ซึ่งบริการหลังขายและระยะเวลารับประกันนี่แหละครับ เป็นตัวช่วยในการเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ อย่าลืมนะครับ ตั้งราคาให้เหมาะสมกับสินค้าของเรา ไม่ใช่ของคู่แข่ง!

2. สร้างความแตกต่าง

หรือการสร้าง Branding (3 เคล็ด(ไม่)ลับ การทำแบรนด์ที่ดี) นั่นเองเพราะหากเราทำ Branding ไม่ดี เราก็จะกลายเป็นตัวเลือกครับ
การที่จะทำให้ลูกค้าหันมาสนใจเราคือ หาจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ทำการบ้านให้ดีว่าสินค้าของคุณมีอะไรที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแตกต่างที่ตัวสินค้า และการบริการ หรือที่ช่องทางการขายต่าง ๆ ก็สามารถสร้างจุดขายให้แบรนด์เราได้ครับ

3. คำนึงว่าสินค้าของคุณตอบโจทย์ตลาดหรือไม่

เพราะความต้องการที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจจากสินค้าจากเจ้าที่เคยใช้อยู่
ดังนั้นต้องเพิ่มสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากกว่า เช่น ความรวดเร็วในการบริการ ความเรียบร้อยในการแพ็คสินค้า
มีสถานที่นัดรับสินค้าที่สะดวกต่อลูกค้า มีบริการจัดส่งที่เข้าถึงในทุก ๆ พื้นที่ หรือถ้าทำให้สินค้ามีความหลากหลายในการเลือก
และเหมาะสมกับแต่ละคนได้ก็ยิ่งดีเลยครับ เรียกง่าย ๆ ว่าให้เอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากคุณไม่สะดวกที่จะทำเอง

4. สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นครับ ไม่ว่าเราจะโปรโมทสินค้าดีเพียงใด ก็ไม่เท่าลูกค้าลองใช้เองแล้วเห็นผล

การให้ลูกค้ามีโอกาสทดลองใช้สินค้าของเราฟรี ๆ ครับ แน่นอนว่าวิธีการก็มีมากมายที่เหมาะสมกับชนิดสินค้าเราเช่น หากเป็นสินค้าจำพวกอุปโภคบริโภคก็อาจจะเเถมหรือแจกฟรีในช่วงแรก ๆ
หรือหากเป็นโปรแกรมหรือเว็บไซต์ก็อาจให้จะให้ลูกค้าทดลองใช้ฟรีเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อลูกค้าทดลองใช้เองแล้วเห็นผลดี แล้วบอกต่อ
นั่นแหล่ะครับหมัดเด็ดที่จะฮุกตลาดได้เป็นอย่างดี เพราะการแพร่กระจายสินค้าที่ดีที่สุดคือการบอกต่อจากคนที่รู้จัก(ปากต่อปาก)นี่แหล่ะครับ

5. การทำให้แบรนด์ของคุณมีตัวตน เป็นที่นึกถึงของลูกค้าเสมอ

แม้ว่าลูกค้าจะยังรักฝังใจกับคู่แข่งของคุณ แต่หากคุณยังคงพยายามขายสินค้า ติดตามหรือติดต่อลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ว่าลูกค้าจะยังไม่ซื้อก็ตาม แต่ถ้าคู่แข่งของคุณเกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น การบริการ พนักงาน หรือเหตุผลอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว ตัวเลือกอันดับหนึ่งของลูกค้าอาจกลายเป็นคุณก็ได้ครับ ซึ่งตรงนี้คุณอาจจะเข้าไปแทนที่ได้เลย เพราะในคำว่าตลอดไปไม่มีในโลกของธุรกิจครับ

6. วางแผนการตลาดใหม่เจาะกลุ่มผู้บริโภค

ร้านค้าส่วนใหญ่เมื่อผลิตสินค้าแล้วก็ต้องมองหากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้าหรือที่เราเรียกว่ากลุ่มเป้าหมาย แต่หากการมองหาลูกค้าที่มีร้านเจ้าประจำอยู่ในใจแล้วมันเหนื่อยเกินไป
ทำไมไม่ลองเปิดใจมองหาลูกค้ารายใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการมาก่อนดูล่ะครับ กลุ่มเป้าหมายรองลงมา ที่อาจจะไม่ได้ตรง Target คุณ 100 %
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสซื้อสินค้าของคุณนะครับ เพราะหากสินค้าของคุณเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดตอบโจทย์ลูกค้าและมีราคาที่จับต้องได้ ไม่ต้องคิดหนักมากเวลาซื้อ รับรองเลยครับว่าขายได้ชัวร์ topspeech.biz

23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

สารบัญ

23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566…องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

การคาดการณ์เทรนด์อนาคตจะมีให้ศึกษาและติดตามกันหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกของการทำงานยุคใหม่ ซึ่งนับวันเริ่มมีความยากและความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ
บนนิยามของคำว่า “VUCA” (Volatility-ความผันผวน, Uncertainty-ความไม่แน่นอน,Complexity-ความซับซ้อน,Ambiguity-ความคลุมเครือ)
และ “BANI” (Brittle-ความเปราะบาง, Anxiety-ความกังวล, Non-linear-การคาดการณ์ได้ยาก, Incomprehensible-ความยากเกินกว่าจะเข้าใจ)
ที่ส่งผลให้องค์กรและพนักงานต้องรับมือกับความท้าทายหลายระดับและหลายรูปแบบการทำงาน
จากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ที่เคยคาดการณ์ล่วงหน้าไว้จะขอหยิบยกมาจุดหนึ่งที่น่าสนใจ
ซึ่งเผยถึงสัดส่วนการทำงาน โดยประเมินว่า 40 % ของคนทำงานต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน และ 50 % ของคนทำงานต้องเพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ
สำหรับข้อมูลต่อไปนี้เป็นการอ้างอิงจากรายงานของ Inner Development Goals ได้สรุปทักษะที่จำเป็นไว้ 23 ทักษะ
ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาที่แม้แต่ Robot และ AI ก็ยังสู้ไม่ได้ (Human Touch) โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

การรู้และเข้าใจในตัวตน (Being) เป็นกลุ่มทักษะที่ต้องรู้จักและเข้าใจตนเองได้อย่างลึกซึ้ง ประกอบด้วยทักษะ

1. ความเข้าใจตัวเอง (Inner Compass)
2. ความซื่อสัตย์และถูกต้องแท้จริง (Integrity and Authenticity)
3. การเปิดกว้างและเปิดรับการเรียนรู้ (Openness and Learning Mindset)
4. การตระหนักรู้ในตนเอง/การรู้จักตนเอง (Self-awareness)
5. ความเข้าใจการมีอยู่ (Presence)
23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

ความคิด (Thinking) เป็นกลุ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจในการแก้ปัญหา
ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ประกอบด้วยทักษะ

1. การคิดเชิงวิพากษ์/การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)
2. การตระหนักรู้ถึงความซับซ้อน (Complexity Awareness)
3. ทักษะมองต่างมุม (Perspective Skills)
4. การสร้างความเข้าใจ/ความสามารถในการทำความเข้าใจ (Sense-making)
5. การมองการณ์ไกลในระยะยาว และกำหนดวิสัยทัศน์ (Long-term orientation and Visioning)
23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

ความสัมพันธ์ (Relating) เป็นกลุ่มทักษะที่ให้ความใส่ใจผู้อื่น และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังใส่ใจดูแลโลก ประกอบด้วยทักษะ

1. การชื่นชมยินดี (Appreciative)
2. การเชื่อมโยงผู้อื่นได้ (Connectedness)
3. ความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility)
4. ความเข้าอกเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ (Empathy and Compassion)
23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

การทำงานร่วมกัน (Collaborating) เป็นกลุ่มที่รวมทัศนคติและทักษะเข้าด้วยกัน
ทั้งในแง่การทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประกอบด้วยทักษะ

1. ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills)
2. ทักษะการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation Skills)
3. ความคิดรวบยอดและความสามารถข้ามวัฒนธรรมที่แตกต่าง (Inclusive Mindset and Intercultural Competence)
4. ความไว้วางใจ/เชื่อใจ (Trust)
5. ทักษะการระดมผู้อื่นให้มีส่วนร่วม (Mobilization Skills)
23 ทักษะจำเป็น รับปี 2566 องค์กรไม่ควรมองข้าม คนทำงานต้องมีติดตัว

การลงมือทำ (Acting) เป็นกลุ่มทักษะที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดแบบใหม่ ประกอบด้วยทักษะ

1. ความกล้าหาญ (Courage)
2. ความสร้างสรรค์ (Creativity)
3. การมองในแง่ดี (Optimism)
4. ความอุตสาหะ/ความเพียร (Perseverance)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดถึงสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปต่อโลกการทำงานขององค์กรและคนทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิดของผู้บริหารองค์กรจะสื่อสารและจัดการวางแผนพัฒนาคนทำงานอย่างไร
ส่วนคนทำงานหากยังต้องการเดินหน้าไปพร้อมกับองค์กร และไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก็ต้องพร้อมจะ Upskill / Reskill ด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าองค์กรไหน ๆ ย่อมต้องการคนทำงานที่มีทักษะความรู้ความสามารถมาร่วมงาน ทั้งด้าน Hard Skill ที่เฉพาะเจาะจง และด้าน Soft Skill ที่ควรมีและฝึกฝนกันได้
ทั้งนี้ หากสามารถนำทั้งคู่มาผสมผสานควบคู่เข้าด้วยกัน และฝึกฝนอย่างเหมาะสม จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ท้ายสุดนี้ ทั้ง 23 ทักษะ ที่กล่าวไว้ทั้งหมดนั้น อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน เพราะบางทักษะต้องใช้สัญชาตญาณเข้ามาช่วย
แต่อย่างน้อยก็สามารถนำมาเป็นแนวทางในการฝึกฝนพัฒนาตนเองหรือกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ topspeech

9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD

9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD

สรุป 9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD จาก Top Speech

1. บรรยากาศในห้องประชุม
สรุป 9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD วิธีทดสอบง่ายๆ คือในห้องประชุมต้องมีคนมีส่วนร่วมด้วย(ไม่ใช่แค่ฟังอย่างเดียว)
ถ้าเงียบไม่มีโต้ตอบ แสดงว่า เราอาจจะเป็นเผด็จการองค์กรจะไม่เติบโต ในเชิงสร้างสรรค์
ต้องมีคนกล้าเสนอไอเดียหรือแนะนำบ้างหรือหาข้อมูลมาหักล้างบ้าง ดูจากการที่มีคนกล้าเห็นแย้งมากแค่ไหน
สุดท้ายพูดแล้ว ติดตามงานดูว่ามีคนทำไหม หรือต้องย้ำตลอดถึง ความสำคัญ บ่อยๆ
นั่นคือเรามีภาวะผู้นำต่ำเป็นผู้นำองค์กรที่ไม่สามารถขับเคลื่อน เป้าหมายองค์กรได้
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
2.คนลาออกกันง่ายขึ้น
มากขึ้น แถมออกได้เลย คือไม่ต้องรอหาที่ใหม่ให้ได้ก่อนเหมือนสมัยก่อน
แต่สามารถออกได้เลยไม่แคร์ ทิ้งเลยดื้อๆก็มีแนะนำ SMEs หรือ Start up
ที่เพิ่งเริ่มได้ไม่นานยอดขาย 0-200 ล้านจะยังไม่สามารถจ้าง CEO, COO, CFO , CHO
จากบริษัทใหญ่ๆที่ เงินเดือนหลักแสนได้ให้หาคนแบบนั้นที่ทั้งความสามารถ และมีเวลาว่าง
เช่นวันลาพักร้อนหรือวันเสาร์ที่เขาหยุด เข้ามาทำ Part-time จ้างอาทิตย์ละวันอีกอย่าง
อาจจะหา ที่ปรึกษาที่เคยผ่านงานลักษณะนั้น เฉพาะทาง เข้ามาช่วย
แล้วจะ ได้สุดยอดงานจากคนระดับสูง เป็นทางลัดได้เร็วมากยิ่งขึ้น
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
3.สร้างค่านิยมให้รางวัล
กับคนที่มีพฤติกรรมดีเด่นบวกกับให้ชื่นชมคนที่มีผลงานยอดเยี่ยม ( หาเรื่องดีๆ แล้วมอบให้เลย )
ทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ให้ได้ลองทำต่อเนื่องทุกเดือนตลอดเวลา 1-2 ปีสิ
รับรองติดลมบนวัฒนธรรมเกิดแน่นอน
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
4.สร้างตัววัด วางเป้าหมาย
KPI ให้ทั้งภาพใหญ่ขององค์กรและรายแผนก เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มานั่งถกกันเรื่องเป้าหมาย
หรือ KPI แล้วตกลงกันให้ได้ว่า ตัวเลขไหนที่จะเริ่มทำกันสร้างลู่วิ่งให้ได้ก่อน
ลองดูสัก 3 เดือน จากนั้นค่อยๆปรับจูนตัวเลขตามทิศทางและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ยิงไปก่อน แล้วค่อยๆเล็งทีหลังเป้าจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ สรุป 9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
5.ตั้งเป้ายอดขาย ให้ทำทีละ
ไตรมาศเป็น ช่วงๆ ทุกๆ 3 เดือนขยับเป้าที ไม่ใช่ขึ้นทุกเดือน ( ทีมงานตามไม่ทัน )
ถ้าผลงานเป็นไปตามเป้าค่อยขยับ ทีละขั้นถ้าไม่เป็นไปตามเป้า ต้องถอดบทเรียน
ปัญหาอยู่ตรงไหนแก้ไขทีละข้อตามเครื่องมือ 80:20 Pareto !
และควรทำเป็นเป้ารวมของทั้งทีมและเป้าหมายแยกรายบุคคลด้วย
แล้วให้ผลตอบแทนแยกกันอยากให้ทีมทำงานร่วมกัน ก็ให้สัดส่วน ส่วนนี้เยอะหน่อย
และรายบุคคลก็ต้องมีส่วน แตกต่างกันเพื่อรีดศักยภาพด้วย
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
6.เป็นเจ้าของธุรกิจ
ต้องดูบัญชีทุกวันยังไงก็ไม่มีทางเจ๊ง ทำตาราง Dashboard ไว้ดูภาพรวมให้เป็น
ติดตามอยู่เสมอเจ้าของธุรกิจ หาเงินเก่งแค่ไหน ไม่ดูบัญชียังไงก็เจ๊ง เชื่อผม!
<ปล.ผมเคยเจ๊งมาแล้ว>
ใช้ความรู้และประสบการณ์ ทั้งทำเองและสอนคนอื่นหาสูตรเฉพาะตัว
ใช้กฎ 80 : 20 ค่าใช้จ่าย 80 กำไร 20 อัตราส่วนนี้
> ทำได้ ยังไงก็รอด!
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
7. ผู้นำ CEO หรือ MD
ระมัดระวังการประชุม บ่อยและแถมประชุมนาน จนเกินไป
และไม่มีหัวข้อที่ชัดเจน ในการติดตามรือพูดคุย ควรกำหนดเป็น Time Slot
เช่น ครั้งละ 40-60 นาที ไม่ออกนอกลู่ นอกทางเรียกผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น
เข้ามา ไม่งั้นตายเกลื่อนเพราะงานคนอื่นที่กำลังทำอยู่ไม่คืบหน้า
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
8.ผู้บริหารต้องฝึกเป็นพี่เลี้ยง
สร้างคนรับช่วงต่อ Successor ในหลายๆส่วน ที่ตัวเองทำได้
ให้อำนาจตัดสิน ใจ 80 % อีก 20% เก็บไว้แค่บางเรื่อง
ที่ต้องตัดสินใจ สำคัญๆ งาน Routine หาคนทำแทน
ออกแบบ ท่อสร้างคนสอนรุ่นต่อรุ่นให้ได้
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
9.หมั่นอัปเดท ตัวเองอยู่เสมอ
ติดตามข่าว ธุรกิจ ใช้เครื่องมือให้เป็น หาโอกาสไปดูงาน สัมนาอยู่ประจำ
เพื่อรับพลังงานบวกอยู่เสมอจมูกต้องดี ตาต้องไว
เห็นปัญหา : โอกาสเกิดขึ้นเสมอหาทีมหาพาร์ทเนอร์จับมือ
หาจุด Win-Win เป็น New S-Curve โตได้อย่างยั่งยืนแน่นอน สรุป 9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD
9 ข้อคิดธุรกิจ สำหรับ CEO หรือ MD

5 กิจกรรมคลังสินค้า

5 กิจกรรมคลังสินค้า
คลังสินค้าเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการสินค้าและวัสดุให้มีประสิทธิภาพ
ด้วยกิจกรรมที่มีการจัดเก็บและบริหารจัดการสินค้าอย่างเหมาะสม หลายๆ บริษัทจึงมองหาวิธีการที่ดีเพื่อให้คลังสินค้าของตนเป็นเหมือน “หัวใจ” ของธุรกิจ
นี่คือ 5 กิจกรรมคลังสินค้า สำคัญที่ช่วยให้คลังสินค้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ㆍGoods Receive งานรับสินค้า

Goods Receive เป็นกระบวนการรับสินค้าที่สำคัญในการจัดการ  1 ใน 5 กิจกรรมคลังสินค้า คลังสินค้า
1) ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า
2) บันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ
3) จัดเก็บสินค้า
4) แจ้งเตือนและติดตาม
5) ประเมินและปรับปรุงกระบวนการ เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ธุรกิจมีการบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง
5 กิจกรรมคลังสินค้า

ㆍPut away งานจัดเก็บสินค้าเข้าชั้นวาง

Put away เป็นกระบวนการในคลังสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บสินค้าเข้าไปในชั้นวางหรือตำแหน่งที่เหมาะสมในคลัง
เพื่อให้สินค้ามีการจัดเก็บที่เหมาะสมและสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก กระบวนการนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากการรับสินค้าเข้าคลัง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ในคลังและการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บสินค้าได้อย่างเต็มที่

ㆍPicking Replenishment การหยิบจับว่างและการเติมสินค้า

Picking Replenishment เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าในคลังสินค้า

1. การหยิบจับว่าง (Picking) เป็นกระบวนการที่พนักงานคลังสินค้าเลือกและเอาสินค้าออกจากคลังตามคำสั่งที่ได้รับ
เพื่อใช้ในการจัดส่งหรือการเติมสินค้าในพื้นที่จำหน่าย กระบวนการนี้ต้องทำอย่างรวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การเติมสินค้า (Replenishment) เป็นกระบวนการที่มีการนำสินค้าเข้าคลังใหม่หรือเติมสินค้าลงในพื้นที่ที่สินค้าได้ถูกหยิบจับไปแล้ว
เพื่อให้คลังสินค้ามีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าต่อไป กระบวนการนี้ต้องมีการวางแผนการเติมสินค้าอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันความขาดแคลนของสินค้าในคลัง

สรุปได้ว่า Picking Replenishment เป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการคลังสินค้าเพื่อให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ㆍDelivery / Dispatch Goods งานส่งมอบสินค้า

Delivery / Dispatch Goods หมายถึง การส่งมอบสินค้าจากคลังสินค้าหรือศูนย์ส่งสินค้าไปยังลูกค้าหรือตลาด
เป็นกระบวนการที่สำคัญในการบริหารจัดการคลังสินค้า โดยมุ่งเน้นให้สินค้าถูกส่งถึงที่หมายตรงตามเวลาและในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจและความพึงพอใจในการบริการเพิ่มขึ้น 5 กิจกรรมคลังสินค้า

ㆍInventory Control งานควบคุมสต๊อกสินค้าในคลัง

Inventory control เป็นกระบวนการควบคุมสต็อกสินค้าในคลังโดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการที่เหมาะสม
เพื่อรักษาปริมาณสินค้าในคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามความต้องการของธุรกิจ และลดความสูญเสีย ความเสี่ยง
และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาสินค้าในคลังลงได้สูงสุด

PESO Model คืออะไร?

PESO Model คืออะไร?

PESO Model คืออะไร? 

PESO Model เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดหมวดหมู่ประเภทของการสื่อสารของแบรนด์
ช่วยให้นักการตลาดเห็นภาพกิจกรรมทางการตลาดที่ใหญ่ขึ้น

PESO Model ถูกสร้างขึ้นมาโดย Gini Dietrich ผู้ก่อตั้ง Spin Sucks ในปี 2552
เพื่อวางแผนการใช้สื่อสารในรูปแบบต่างๆ ขององค์กร โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ Paid, Earned, Shared และ Owned

Paid, Owned, Earned, Shared Media คืออะไร?

-Paid Media คือ

Paid Media คือ สื่อที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อพื้นที่โปรโมตหรือประชาสัมพันธ์ ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
เช่น โฆษณาบน Facebook, Banner/ดิสเพลย์โฆษณาในเว็บไซต์, การโฆษณาทางทีวีการโฆษณาในสิ่งพิมพ์
การซื้อคีย์เวิร์ดคำใน Google AdWords รวมถึง E-mail Marketing
การโฆษณาประเภทนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ที่ต้องจ่ายเงินซื้อเวลาโฆษณาหลายแสนบาท
แต่ก็เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้ดี และสามารถกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมในแต่ละช่องทางได้

-Owned Media คือ

Owned Media คือ สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง เช่น ช่องทาง Social Media ทั้งหมด, Blog, Podcast หรือเว็บไซต์บริษัท
ถือเป็นช่องทางการสื่อสารที่แบรนด์ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก จะช่วยต่อยอดกับการใช้สื่อประเภทอื่นๆ ได้
เช่น การนำภาพข่าวจากสื่อมวลชนมาแสดงบนเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งในพื้นที่นี้คุณสามารถควบคุมเนื้อหาคอนเทนต์ได้ทุกขั้นตอน
หากมองในมุมผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่เมื่อต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ก็มักจะเสิร์จหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต
เพื่อเข้าถึงช่องทางหลักของแบรนด์ ทั้งเว็บไซต์ และ Social Media ทำให้แบรนด์ต้องลงทุนกับช่องทางเหล่านี้มากหน่อย
เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วน และปิดการขายได้ เช่น คอนเทนต์สาธิตการใช้สินค้า, รวมคำถามที่พบบ่อย หรือช่องทางติดต่อเมื่อสินค้ามีปัญหา

-Earned Media คือ

Earned Media คือ สื่อที่ได้รับจากการประชาสัมพันธ์
หรือได้รับการพูดถึงโดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงิน เช่น การบอกต่อแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) หรือการถูกเมนชั่นจากสื่อหรืออินฟลูเอนเซอร์
สิ่งสำคัญคือ การสานสัมพันธ์กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน เพื่อสร้างโอกาสที่ดีในการแชร์เนื้อหาของแบรนด์

-Shared Media คือ

Shared Media คือ สื่อที่ลูกค้าสร้างขึ้นมา
เป็น User Generate Content (UGC) เช่น การรีวิว การที่แบรนด์มี Shared Media จำนวนมากถือเป็นสิ่งที่ดี
เพราะตอนนี้ Facebook ได้ปรับอัลกอริทึมใหม่ ลดการมองเห็นโพสต์ธุรกิจ เน้นโพสต์ที่มาจากเพื่อนหรือครอบครัวมากขึ้น
ดังนั้น หากมีลูกค้าพูดถึงแบรนด์ในทางที่ดี บอกต่อสินค้าหลังใช้งานจริง จึงถือเป็น Free Media ที่ดีต่อแบรนด์สุดๆ
ทั้งนี้ Shared Media เป็นเหมือนการบอกต่อแบบปากต่อปากที่แบรนด์จะไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ บางครั้งความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเป็นฉนวนลุกลามไปมากกว่าที่คิด

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้ PESO Model

ไม่ว่าจะใช้สื่อประเภทไหน ต้องมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อให้วัดความสำเร็จในแต่ละช่องทางได้ง่าย
คอนเทนต์ที่เริ่มจาก Owned Media แล้วต่อยอดไปอีก 3 ประเภทที่เหลือ เป็นแพทเทิร์นที่ได้รับความนิยมสร้าง Content Calendar เพื่อติดตามงานได้สะดวก

ความสำเร็จของ PESO Model อยู่ที่ว่าคุณผสานการใช้องค์ประกอบทั้ง 4 ได้ดีแค่ไหนการสื่อสารต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จำเป็นต้องใช้ Paid, Owned, Earned และ Shared ทั้งหมดหรือไม่ แม้ว่า PESO Model จะเน้นที่การผสมผสานการใช้สื่อ
แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ทุกส่วน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแคมเปญนั้นๆ เพราะคอนเทนต์แต่ละรูปแบบมีช่องทางการนำเสนอที่แตกต่างกัน
หรือบางคอนเทนต์ก็สามารถลงได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น Blog ที่อยู่ในเว็บไซต์ นำมาแชร์ใน Social Media และบูสโพสต์ได้ ทำให้แบรนด์ต้องวางแผนให้ดีว่าจะใช้เงินในช่องทางไหน

การกำหนด KPI ของสื่อแต่ละประเภท

แน่นอนว่าในทุกคอนเทนต์ที่ทำ ต้องมีการกำหนด KPI ซึ่งต้องดูจากวัตถุประสงค์การสื่อสาร ว่าทำไปเพื่ออะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย หรือแบรนด์ต้องการสื่อสารอะไร
และเมื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน การวัดผลก็จะต่างกันไปด้วย เช่น การทำ Content Marketing ในรูปแบบวิดีโอสั้น ให้คำแนะนำการเริ่มต้นใช้สินค้า
วัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Awareness และ Educate เพื่อโพสต์ใน Owned ของแบรนด์
ดังนั้น การวัดผลอาจไม่ได้มอง Engagement เท่าไรนัก แต่เพื่อให้ลูกค้าได้ข้อมูลสินค้าอย่างครบถ้วน และลดขั้นตอนที่ลูกค้าจะถามเข้ามา

 

PESO Model คืออะไร?

 

Paid Media

การวัดผลของ Paid Media ส่วนใหญ่จะวัดผลได้จากตัวเลขต่างๆ เช่น Traffic ที่เข้ามาเว็บไซต์
จำนวนการคลิก และการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังมีการวัดผลจาก

– Lead Generation
– Conversion
– Brand Awareness
– User Engagement

Owned Media

– Lead Generation
– Conversion
– Brand Awareness
– User Engagement
– Traffic
– Rankings
– CTR ในกรณีที่ใช้ Email Marketing
– Time on page ระยะเวลาที่ผู้ใช้อยู่ในเว็บไซต์

Earned Media

– Conversion
– Brand Awareness (Reach)
– User Engagement (Like Share และ Comment)
– Lead Generation (Backlink ที่ดึงคนเข้ามาในเว็บไซต์)

Shared Media

เมื่อเทียบกับการวัดผลอื่นๆ Shared Media มีความออร์แกนิกส์มากที่สุด เพราะเกิดจากการที่ผู้บริโภคมีปฎิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น
– User Engagement หรือการรีวิวต่างๆ
– Conversion
– Brand Awareness (Reach)
ในท้ายที่สุด PESO Model เป็นแนวทางที่ช่วยให้การทำ PR หรือสื่อสารองค์กรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เป็นการรวมเทคนิคหลายแขนงเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ดังนั้น คุณจำเป็นต้องมีคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ และการตลาดมาช่วยดูแล

บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G

บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G

HRM 5.0 “บริหารทรัพยากรมนุษย์” ยุค 5G

สมรรถนะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ก่อให้เกิดกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลในยุค 5.0 คือ
กลยุทธ์การ บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้เทคโนโลยี (Human Resource Management: HRM within Technology)
เพื่อความสำเร็จในการปฏิบัติงาน และเพื่อให้การดำเนินการทางกลยุทธ์ของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรส่งประสิทธิผลสูงสุด
Conner และ Ulrich (2016) กล่าวว่า จะต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อนำเข้ามาช่วยในด้านการบริหารงานบุคคลในหลายรูปแบบ
โดยแต่ละรูปแบบจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้นในการปฏิบัติงานยุค 5.0
โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการปฏิบัติงานทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์มีให้เลือกตามวัตถุประสงค์การใช้งานดังต่อไปนี้
1) Application Service Providers (ASP)
เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่นำมาประยุกต์ใช้ในเพื่อการสมัครงาน ซึ่งเป็นการให้บริการกับนายจ้างที่ต้องการจ้างงาน โดยการควบคุมผ่านออนไลน์
2) Web Portals
หรือเว็บท่า เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลในยุค 5.0 เพื่อให้พนักงานใช้ในการจัดการผลประโยชน์ต่างๆ
3) Streaming PC Video
เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการฝึกอบรมทางไกล โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา หรือมีหลายหน่วยงานซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างกันในด้านระยะทาง
4) Wireless or Mobile Tools
เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายและแบบเคลื่อนที่ มีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานในการเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ
5) Personal Digital Assistants
เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้เพื่อช่วยเหลือนักบริหารงานบุคคลในยุค 5.0 เพื่อความสะดวกในการจัดการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุคใหม่
6) Monitoring Software
เป็นโปรแกรมที่ใช้เพื่อติดตามการทำงานบนอินเทอร์เน็ต การรับและส่ง อีเมล รวมถึงการปฏิบัติงานของพนักงานในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล
7) Integrated Human Resource Information Systems (HRIS)
เป็นระบบงานที่ใช้สำหรับการรวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรทั้งหมด
เช่น ทะเบียนประวัติ Digital Signature เป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
มีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้เพื่อตรวจสอบลายเซ็นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้นายจ้างได้รับลายเซ็นจากผู้สมัคร หรือพนักงานได้อย่างรวดเร็ว
บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารงานบุคคลในยุค 5.0
โดยทั่วไปมีการประยุกต์อยู่ 4 แนวทาง กล่าวคือ
1) Self Service
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการตนเอง โดยส่วนใหญ่ Self Service จะเป็นการทำงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
นำมาใช้เพื่อให้พนักงานสามารถปรับปรุงข้อมูลส่วนตัวให้ทันสมัยอยู่เสมอ
2) Call Center
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเป็นศูนย์กลางการรับโทรศัพท์ โดยอาจนำผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถามให้กับพนักงานที่มีข้อสงสัยที่อยู่ห่างไกลกันได้
สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี
3) Productivity improvement
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับปรุงผลผลิต เพื่อช่วยปรับปรุงงานทางด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์
โดยเฉพาะการนำระบบที่ทันสมัยอย่าง HRIS (Human Resource Information System)
4) Out Sourcing
หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจ้างงานภายนอก สามารถทำให้เข้าถึงตัวผู้สมัครงานได้โดยตรง ทำให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว
ดังที่กล่าวไป โลกปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคนวัตกรรม การจัดการทรัพยากรมนุษย์และการบริหารงานบุคคลจำเป็นต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ใหม่
เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ก่อให้เกิดการกำหนดกลยุทธ์การบริหารงานบุคคลรูปแบบใหม่ขึ้นในศตวรรษที่ 21 ตามที่ได้ยกตัวอย่างมา
นอกจากจะต้องมีสมรรถนะทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดังได้กล่าวไปแล้ว
ยังต้องมีสมรรถนะหลักอีก 3 ด้านด้วยกัน ประกอบด้วย
1) ต้องมี Knowledge หรือ ความรู้ อันได้แก่
1.1 ความรู้ด้าน Technical Knowledge
หรือความรู้ทางเทคนิค
1.2 ความรู้ด้าน Customer Focus Knowledge
หรือความรู้ด้านการบริการลูกค้า
2) ต้องมี Skill หรือ ทักษะ อันได้แก่
2.1 ทักษะด้าน Communication
หรือทักษะการสื่อสาร
2.2 ทักษะด้าน Teamwork
หรือทักษะการทำงานเป็นทีม
3) ต้องมี Attributes หรือคุณสมบัติ อันได้แก่
3.1 คุณสมบัติทาง Innovation
หรือคุณสมบัติทางนวัตกรรม
3.2 คุณสมบัติทาง Leadership
หรือคุณสมบัติทางภาวะผู้นำ
3.3 คุณสมบัติทาง Flexibility
หรือคุณสมบัติทางความยืดหยุ่น
3.4 คุณสมบัติทาง Motivation
หรือคุณสมบัติทางการจูงใจ
3.5 คุณสมบัติทาง Building Relationship
หรือคุณสมบัติทางการสร้างความสัมพันธ์
เหตุดังนั้น ทุกองค์กรในยุค 5.0 สามารถนำสมรรถนะที่กล่าวมาทั้งหมด ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลสมัยใหม่
เพื่อเป็นการเสริมสร้างสมรรถนะของหน่วยงานกำกับดูแลภาระงานทางด้านการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ ยุค 5G ให้ปฏิบัติหน้าที่ทางการบริหารงานบุคคลอย่างเต็มขีดความสามารถ
และที่สำคัญก็คือเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กรในยุค 5.0 นั่นเอง

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อความเป็นเลิศทางด้านการบริหาร
เราจะนึกถึงตรารับรองระบบ ISO ต่างๆ เป็นลำดับแรกๆในใจ ISO จึงเป็นระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ
ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ากระบวนการต่างๆ ได้รับการควบคุมและสามารถตรวจสอบได้ โดยผ่านระบบที่มีขั้นตอนและวิธีการทำงาน
เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในองค์กรรู้หน้าที่ความรับผิดชอบและขั้นตอนต่างๆ ในการปฏิบัติงาน
Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญโดยต้องมีการฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานมีการจดบันทึกข้อมูล
รวมทั้งการตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ในระบบหรือไม่
และมีการแก้ไขข้อผิดพลาดรวมทั้งมีแนวทางในการป้องกันข้อผิดพลาดเดิม
ดังนั้นไม่ว่าท่านจะเป็นผู้บริหารระดับสูง
เจ้าของธุรกิจ CEO เถ้าแก่ Start Up
ในมุมของผม ถึงท่านจะยังไม่ต้องการทำ ISO
ก็ควรนำหลักการ บริหารไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
ในมุมของผม ถึงท่านจะยังไม่ต้องการทำ ISO
ก็ควรนำหลักการ บริหารไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
เพราะยังไงธุรกิจของท่าน ก็ต้องให้ความสำคัญ
กับความต้องการความคาดหวังของลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้อง องค์กรทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตหรือบริการ
Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ สามารถนำระบบบริหารงานไปใช้ได้ และไม่มีขีดจำกัดว่าต้องใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงและบุคลากรสามารถใช้ได้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการให้เทียบเคียงกับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงได้อย่างทัดเทียม

ประโยชน์ที่ได้รับ

 

Method มาตรฐานสากล ที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ

 

1. มีการบริหารเชิงกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงจากความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร
2. มีคุณภาพสินค้าที่ดี
สม่ำเสมอและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
3. มีระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
4. มีการจัดการความรู้ขององค์กูร เกิดประสิทฺธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานดีขึน้องเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
5. มีโครงสร้างมาตรฐานการทำงาน
หรือประยุกต์ใช้กับมาตรฐานต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น
6. ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้า
และบริการการจัดการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
7. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ
เพราะพัฒนาปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
8. พนักงานและทีมงานมั่นคง
และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว